Recent Post

Gallery

ขาตั้งกล้องสำคัญอย่างไร เวลาไปเที่ยวอย่าลืมพกขาตั้งกล้องไปด้วยนะครับ









เมื่อพูดถึงขาตั้งกล้อง ช่างภาพสมัครเล่นมักจะมองข้ามขาตั้งกล้องไปเลย และมักจะไม่สนใจที่จะใช้มัน มันดูเกะกะรุนรังในการถ่ายภาพแต่ละครั้ง และให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของกล้องมากกว่า ซึ่งกล้องสามารถทำงานได้ตามที่เราต้องการ เช่น
1 ในที่ที่มีแสงน้อยเราสามารถตั้งค่าความไวแสงของกล้องให้สูงขึ้นได้อย่างมากมาย ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้อง มันก็ใช่
2 ต้องการหยุดการเคลื่อนไหวก็ตั้ง Shutter speed ให้มันสูง ๆ เข้าไว้ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้อง มันก็ใช่
แต่การถ่ายภาพที่ต้องการคุณภาพของภาพสูง มีความคมชัด ถ้าถ่ายที่มีแสงน้อยแล้วตั้งค่าความไวแสงของกล้องให้สูง ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาก็ noise ที่เกิดขึ้นในภาพมากมายตามค่าไวแสงที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น
และถ้าเราต้องการถ่ายภาพที่มีความเร็วชัตเตอร์ต่ำซึ่งเราไม่สามารถจับถือกล้องให้นิ่งได้ มันก็ต้องใช้ขาตั้งกล้อง
เอาเป็นว่าการใช้ขาตั้งกล้องก็ขึ้นอยู่กับลักษณะภาพ หรือสภาพแสงในการถ่ายภาพนั้น ๆ มีกฏอยู่เพียงว่า ถ้าเราตั้งความเร็วชัตเตอร์ต่ำกว่า 1/30 วินาที ก็ควรใช้ขาตั้งกล้อง
ข้อแตกต่างระหว่างช่างภาพสมัครเล่นกับช่างภาพอาชีพก็อยู่ตรงนี้ ไม่ว่าจะต้องการถ่ายภาพอะไร แสงมากแสงน้อย ความเร็วสูงหรือความเร็วต่ำ ขาตั้งกล้องเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุด แม้ว่าจะต้องแบกขาตั้งกล้องน้ำหนักเป็นกิโล (กิโลกรัม คือน้ำหนัก) และหลายกิโล (กิโลเมตร คือระยะทางที่ขี้นเขาลงห้วย ในประเทศต่างประเทศก็ต้องแบกมันไปด้วยกันตลอด) แต่มันก็ให้ผลของภาพที่คุ้มค่าที่ต้องแบกมันไป คือ ความคมชัดของภาพตามที่เราต้องการ



ขาตั้งกล้องมี 2 ชนิดคือ
1. ขาตั้งกล้องสามขา (Tripod)



มีลักษณะเป็นสามขา สามารถพับ กางออก ยืดขึ้นให้สูงได้ ที่ส่วนหัวทำเป็นฐานรองรับกล้อง มีสกรูสำหรับยึดกล้องไว้ให้แน่น
สามารถปรับให้กล้องหมุนไปได้ทั้งทางซ้ายและขวา (pan) มีแขนทำหน้าที่หมุนปรับให้กล้องก้มลง (tilt down) และเงยขึ้น (tilt up) ได้ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ติดตั้งกล้องเพื่อให้กล้องยึดกับขาตั้งนิ่ง และมั่นคง จำเป็นสำหรับการถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย ที่ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ช้าๆ เพื่อให้ Image sensor รับแสงนานๆ โดยที่กล้องไม่สั่นไหว เช่น การถ่ายภาพตามท้องถนนเวลากลางคืนที่ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ B หรือตั้งความเร็วชัตเตอร์ที่ช้ากว่า 1/30 วินาทีลงมา หรือถ่ายภาพโดยทั่วไปที่ต้องการความชัดลึกมาก ๆ เช่น ภาพทิวทัศน์

2. ขาตั้งกล้องขาเดียว (monopod)



ช่างภาพสมัครเล่นจะไม่คุ้นเคยกับขาตั้งกล้องชนิดนี้ ขาตั้งกล้องชนิดนี้จะใช้กับกล้องที่ถ่ายภาพที่ใช้เลนส์ซูม หรือเลนส์เทเลโฟโต้ขนาดใหญ่ เพื่อเป็นการประคองกล้องไม่ให้เกิดสั่นไหวเวลากดชัตเตอร์
เรามักจะพบบ่อยในการถ่ายภาพกีฬา
ถ้าเราต้องการภาพที่มีความคมชัดมากๆ เงื่อนไขหนึ่งที่สามารถทำให้ได้ภาพที่คมชัดก็คือ ต้องใช้ขาตั้งกล้องประกอบในการถ่ายภาพครับ

ความลับของ “Drone Specialist” อาชีพในฝันยุคดิจิตอล รายได้วันละครึ่งแสน



ภาพถ่ายมุมสูงประชาชนรวมตัวกันนับล้านคนที่ อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยในปี 2557 ภาพถ่ายการชุมนุมของประชาชนที่ถนนอักษะ และภาพข่าวในมุมมองแบบ "Bird Eye's View" ที่ปรากฎต่อสังคมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ล้วนกำลังบ่งบอกถึงพัฒนาการของภาพข่าวที่แต่ละสื่อต้องแข่งขันกันอย่างหนักตั้งแต่นี้ต่อไป และยังรวมถึงภาพถ่ายงานสำคัญๆ อื่นๆ ที่กำลังหันมาใช้ภาพจากมุมที่แปลกตานี้กันเพิ่มมากขึ้น

"Drone Specialist" คืออาชีพที่เกิดขึ้นพร้อมๆกับการพัฒนาด้านไอทีของยุคดิจิตอล

กระแสความนิยมของอากาศยานไร้คนขับหรือที่เรียกกันว่า "โดรน" ความสวยงามจากมุมมอง Bird Eye's View นับได้ว่ามาแรงและหยุดไม่อยู่ แต่การจะบังคับโดรนเพื่อถ่ายภาพมุมสูงอย่างมืออาชีพนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย

Drone Specialist ให้สัมภาษณ์โดยได้ให้ข้อมูลถึงจุดเริ่มต้นก่อนที่เขาจะมาทำอาชีพนี้ว่า เมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้วได้เริ่มหัดเล่นเครื่องบินบังคับจากความชอบส่วนตัว หลังจากนั้นก็ฝึกฝนพัฒนาทักษะในการบังคับมาอย่างต่อเนื่องจนได้มาประกอบอาชีพ Drone Specialist ในขณะนี้

อาชีพนี้เป็นอาชีพที่ใครๆ ก็ทำได้ขอแค่มีใจรัก กล้าที่จะเสี่ยง เผชิญหน้ากับความกดดันในสถานการณ์ต่างๆของการบินได้เป็นอย่างดี




ข้อดีของอากาศยานไร้คนขับ(โดรน) คือการที่ทำให้เราได้ภาพมุมสูงมาโดยที่ประหยัดค่าใช้จ่าย หากมองย้อนไปถึงสมัยก่อนที่จะมีเทคโนโลยีนี้ภาพมุมสูงจะต้องมาจากการนั่งเฮลิคอปเตอร์หรือเครื่องบิน ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายสูงมากในแต่ละครั้งที่จะบินขึ้นไปถ่ายมุมสูง ยากต่อการเข้าถึงเป็นเพียงกิจกรรมของผู้มีทุนทรัพย์เท่านั้น

สำหรับการบังคับโดรนนั้นไม่ใช่เรื่องยากหากมีพื้นฐานในการบังคับเครื่องบินบังคับมาก่อน เพราะว่ามันค่อนข้างจะคล้ายกัน แต่ถึงแม้จะไม่พื้นฐานการบังคับเครื่องบินบังคับอยู่เลย ก็ไม่ใช่สิ่งที่ยากจนเกินไป นายวัชรากร มองว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและสมาธิมากกว่า

การทำอาชีพ Drone Specialist นี้แม้จะมีข้อดี แต่ก็ไม่ง่าย โดยเฉพาะเรื่องของการต้องแบกรับความกดดันที่เกิดขึ้นในสถานการณ์นั้นๆ โดยเฉพาะการรายงานข่าวแบบออกอากาศสด หรือ LIVE

อากาศยานไร้คนขับ(โดรน)ถือได้ว่าเป็นกระแสที่มาแรงอย่างฉุดไม่อยู่ จากการที่ประชาชนทั่วไปเริ่มหันมารับงานด้านการถ่ายภาพมุมสูงด้วยโดรนมากขึ้นด้วย ไม่ใช่แค่งานข่าว จากการที่ราคาของเครื่องโดรนนั้นต่ำลงกว่าแต่ก่อนมาก โดยเวลานี้สามารถหาซื้อเครื่องโดรนได้ตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักแสนบาท




อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีผู้ที่หันมาทำอาชีพนี้มากขึ้นจนล้นตลาด กลุ่มลูกค้าก็ยังคงเลือกที่จะจ้าง จากประสบการณ์การบังคับมากกว่าที่จะเลือกจากราคาค่าจ้างที่ถูกกว่า "ภาพมุมสูงเป็นสิ่งที่ไม่มีวันถึงทางตัน เพราะไม่ว่าอย่างไรคนก็ยังชอบดูภาพจากมุมสูง เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ได้เห็นกันง่ายๆ

สำหรับด้านค่าตอบแทนของการบังคับอากาศยานไร้คนขับ(โดรน) นั้นถือว่าสูงไม่น้อยหากเป็นมืออาชีพมีผลงานเป็นที่น่าเชื่อถือแล้ว อัตราค่าจ้างสำหรับการถ่ายภาพข่าวแล้วจะแบ่งตามขนาดของโดรนหรือนับตามจำนวนใบพัดของเครื่องได้ตามนี้

1.)โดรนขนาดเล็ก หรือ4ใบพัด จะมีค่าจ้างอยู่ที่ 10,000 - 15,000 บาทต่อวันหรือหากเป็นการรายงานข่าวแบบออกอากาศสดอัตราค่าจ้างจะสูงขึ้นเป็น 15,000 - 25,000 บาท


2.)โดรนขนาดกลาง หรือ6ใบพัด จะมีค่าจ้างอยู่ที่ 20,000 - 25,000 บาทต่อวันหรือหากเป็นการรายงานข่าวแบบออกอากาศสดอัตราค่าจ้างจะสูงขึ้นเป็น 25,000 - 30,000 บาท


3.)โดรนขนาดใหญ่ หรือ8ใบพัดขึ้นไป จะมีค่าจ้างอยู่ที่ 30,000 - 35,000 บาทต่อวันหรือหากเป็นการรายงานข่าวแบบออกอากาศสดอัตราค่าจ้างจะสูงขึ้นเป็น 35,000 - 50,000 บาท

ถึงแม้ว่ากรมการบินพลเรือน จะมีการออกกฏควบคุมการบินของอากาศยานไร้คนขับนี้ ตามพ.ร.บ.การเดินอากาศ พ.ศ.2497 ออกมา โดยเนื้อหาสำคัญได้แก่


1.สมรรถนะ จะกำหนด น้ำหนัก ขนาด รวมทั้งปริมาณเชื้อเพลิงที่บรรจุภายในโดรนต้องบินในระยะที่ไม่นานเกินกว่า 1 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้รบกวนจราจรทางอากาศ


2. ภารกิจ จะไม่อนุญาตให้บุคคลทั่วไปนำโดรนที่ติดตั้งกล้องถ่ายภาพขึ้นบิน เพราะอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคล จะอนุญาตให้โดรนติดตั้งกล้องไปใช้งานได้ เฉพาะธุรกิจที่มีความจำเป็นในการถ่ายภาพ เช่น ธุรกิจประเภทสื่อสารมวลชน หรือธุรกิจการถ่ายทำภาพยนตร์


3. ระดับความสูง กำหนดห้ามโดรนบินในระดับความสูงที่เกินกว่า 500 ฟุต และต่ำเกินกว่า 50 ฟุตจากระดับพื้นดิน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการบินพาณิชย์ และห้ามบินต่ำเกินไปจนส่งกระทบต่อบ้านเรือนและประชาชนทั่วไป





รวมทั้งจะกำหนดให้โดรนที่บินจะต้องยื่นขออนุญาตกระทรวงคมนาคม ก่อนขึ้นบินทุกครั้ง หากพบว่าไม่ขออนุญาตจะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย โทษจำคุก 1 ปี ปรับ 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การเป็น Drone Specialist จึงยากขึ้นไปอีก แต่กระนั้นก็เป็นเรื่องที่ดี และอยากให้มีการควบคุมที่เข้มงวดกว่านี้อีก เพราะว่าจะทำให้คนที่อยู่ในอาชีพนี้มีการใช้งานโดรนอย่างถูกต้อง มีกฎกติกาที่ชัดเจน

สังคมของการบังคับอากาศยานไร้คนขับ นายวัชรากรมองว่า เป็นสังคมของการแลกเปลี่ยนความรู้มากกว่าสังคมของการแข่งขันกัน และเชื่อว่าถึงแม้ตนจะมีชั่วโมงบิน ประสบการณ์สูง แต่ก็ยังมีคนที่บังคับโดรนได้ดีกว่าตนเอง เพียงแต่ไม่เปิดตัวออกมาสู่สังคมหรือรับงานเป็นอาชีพแต่บินเพียงเพราะใจรักและสนุกไปกับมันเท่านั้น

สำหรับมือใหม่ แนะนำให้ศึกษาข้อมูลของตัวเครื่องโดรนให้ดี เลือกซื้อร้านที่มีการอบรม,สอนการใช้งานการควบคุมเบื้องต้น ต้องหมั่นเช็คสภาพของตัวเครื่องเป็นประจำทั้งก่อนบินและหลังบิน หมั่นฝึกฝนบ่อยๆ อาจจะเริ่มหัดบังคับจากเครื่องราคาหลักพันบาทก่อนเพื่อให้คุ้นเคยกับการบังคับ"แค่มีใจรัก หมั่นฝึกฝน ศึกษาหาข้อมูล" ทำให้เราได้มุมมองใหม่ๆกับโลกใบนี้ และยังพัฒนาจนประกอบอาชีพนี้ได้ด้วย "Drone Specialist" จึงไม่ใช่แค่ฝันใช่ไหมครับ

12 กล้อง Mirrorless ถ่ายของก็ดี ถ่ายคนก็สวย




ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ถ้าพูดถึงกระเเสของกล้อง Mirrorless นั้นเป็นอะไรที่พูดได้เลยว่าคึกคักมากๆ เราจะเห็นคนใช้กันแบบชนิดที่ว่าเดินไปไหนก็เจอ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ รถไฟฟ้า ก็จะเจอคนที่พกกล้องชนิดนี้กันเต็มไปหมด แม้แต่ในโลกโซเชี่ยลก็มีการพูดถึงหรือ อัพและเเชร์รูปภาพที่ถ่ายจากกล้อง Mirrorless กันเป็นจำนวนมาก

ซึ่งกล้อง Mirrorless หรือชื่อเต็มๆ Mirrorless Interchangeable Lens Camera พูดกันง่ายๆ ก็คือ กล้องเปลี่ยนเลนส์ได้ ชนิดที่ไม่มีกระจกสะท้อนภาพ ซึ่งจะต่างกับกล้อง DSLR หรือที่ชอบเรียกกันว่า กล้องโปร ที่จะมีกระจกสะท้อนภาพจากเลนส์ขึ้นไปยังช่องมองภาพ ( กล้อง Mirrorless จะแสดงภาพเป็นแบบอิเล็กทรอนิกส์แทน ) โดยข้อดีของการที่ไม่มีกระจกแบบนี้ก็คือทำให้กล้องมีขนาดเล็กลง สามารถพกพาได้บ่อยและสะดวกขึ้น แต่ในเรื่องประสิทธิภาพในการทำงานนั้นบางตัวบอกเลยว่าไม่แพ้กล้อง DSLR ใหญ่ๆ แถมยังใช้งานง่าย เหมาะมากกับมือใหม่ ที่อาจจะไม่ต้องการความเป็นมืออาชีพ เน้นใช้งานง่าย ได้รูปที่มีคุณภาพสวยถูกใจ ง่ายต่อการพกพา ตัวกล้องต้องมีดีไซน์สวยงาม และที่สำคัญสามารถเชื่อมต่อและแชร์รูปภาพไปยังโซเชี่ยลมีเดียร์ได้สะดวกรวดเร็ว Shopspot ได้ทำการรวบรวม 12 รุ่นที่คัดมาแล้วว่าถ่ายของก็ดี ถ่ายคนก็สวย มาแนะนำกันตามนี้ครับ


1.FUJIFILM X-A2




ถ้าไม่จะพูดถึงนี่ไม่ได้จริงๆ เรียกได้ว่าขึ้นหิ้งเป็นตัวท๊อปไปแล้วสำหรับรุ่นนี้ เพราะในตลาดกล้อง Mirrorless ของประเทศไทยรุ่นนี้สามารถทำยอดขายถล่มทลาย ขึ้นเป็นอันดับ 1 เป็นที่ต้องการถึงขนาดมีช่วงที่ขาดตลาดไปเลยทีเดียว คนมีชื่อเสียงก็นิยมใช้กันเยอะ เช่น เน็ตไอดอลชื่อดังอย่าง พิมฐา , แป้งโกะ ในส่วนของการทำงาน ตัวนี้มาพร้อมเซนเซอร์รับภาพความละเอียด 16.3 megapixel หน้าตาของกล้องก็ดูดีสไตล์เรโทร และเป็นรุ่นแรกของฟูจิที่จอสามารถพับได้ เหมาะมากสำหรับการถ่ายภายตัวเอง ไฟล์รูปที่ได้ผิวสวยนวล อมชมพู ถูกใจขา Selfie อีกทั้งยัง Built- In WIFI แชร์รูปเข้ามือถือได้ทันที และมีฟังก์ชั่นโหมดสีแบบฟิล์ม ( Film Simulation ) ที่ปรับสีภาพให้ดูเหมือนถ่ายจากฟิล์มเก่ายุคคลาสสิคของฟูจิ ได้รูปที่สวยแปลกตา ไม่ซ้ำใครแน่นอน


2.FUJIFILM X-T10



รุ่นนี้ก็ฮอตไม่แพ้ Fuji X-A2 เลย ตัวนี้มาพร้อมเซนเซอร์ความละเอียด 16.3 ล้านพิกเซล ดีไซน์ยังคงเป็นแบบวินเทจสดูเท่แบบย้อนยุค มีการเพิ่มฟังก์ชั่นและความสามารถในการใช้งานมากขึ้น ที่โดดเด่นที่สุดคือ มีช่องมองภาพ (Viewfinder) แบบ EVF ความละเอียด 2.36 ล้านพิกเซล ภาพชัด สีสดใสเป็นธรรมชาติ มีประโยชน์มากสำหรับคนที่ชอบถ่ายภาพกลางแจ้งที่แดดแรงๆ ทำให้ถ่ายได้สะดวกขึ้น ส่วนจอ LCD หลังกล้อง มีขนาด 3 นิ้ว ปรับจอขึ้น-ลงได้ (พลิก 180 องศา Selfie ไม่ได้ ) มีแฟลซป๊อปอัปในตัว กดซ่อนได้เวลาไม่ใช้งาน ส่วนในเรื่องของไฟล์ภาพก็ยังมีคุณภาพที่ดีสวยงามละมุนตามสไตล์ฟูจิ สามารถถ่ายวิดิโอคุณภาพสูงสุดแบบ Full HD ตัวบอดี้ผลิตจากวัสดุหลักที่เป็นแม็กนีเซียมอัลลอยด์ เน้นความทนทาน มีให้เลือก 2 สี คือ สีเงิน และ สีดำ ขนาดไม่เล็ก ไม่ใหญ่จนเกินไป พกพาได้สบายๆ

3.SONY A5100



คู่แข่งคนสำคัญของ Fuji X-A2 เลยนะตัวนี้ ในเว็บบอร์ดต่างๆจะมีการรีวิวเปรียบเทียบหมัดต่อหมัด ของ SONY A5100 VS Fuji X-A2 ให้เห็นกันเยอะมาก จุดเด่นของ SONY A5100 อย่างแรกคงเป็นเรื่องของขนาดที่เล็กและเบา พกพาง่าย แต่ประสิทธิภาพก็อัดแน่นไม่แพ้ใคร ด้วยเซ็นเซอร์รับภาพ ขนาด 24.3 ล้านพิกเซล ระบบออโต้โฟกัสรวดเร็ว ครอบคลุมพื้นที่กว้างถึง 179 จุด บันทึกวิดีโอระดับ Full HD ได้ ใช้งานง่ายเนื่องจากมีจอแอลซีดีแบบทัชสกรีน ปรับตั้งค่าต่างๆได้สะดวกสุดๆ และที่สำคัญสามารถพับได้ 180 องศาเพื่อการถ่าย Selfie ซึ่งก็มีโหมด Soft Skin Effect ปรับผิวเนียนใส ฟรุ้งฟริ้ง และฟีเจอร์ที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับยุคนี้คือรองรับการเชื่อมต่อผ่าน NFC และ Wi-Fi ส่งรูปเข้ามือถือ อัพโหลดโพสต์แชร์ลงโซเชียลกันได้ง่ายๆ นั่นเอง

4.SONY A6000



สำหรับคนที่ต้องการความจริงจังและโปรเฟสชั่นนอลขึ้นมาอีกขั้น แนะนำเป็นตัวนี้ แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูเล็ก กะทัดรัด แต่ก็เล็กพริกขี้หนู ด้วยคุณสมบัติอัดแน่นชนิดเทียบชั้นกล้อง DSLR ได้ อย่างความละเอียดตัวกล้อง 24 ล้านพิกเซล พร้อม Auto Focus ที่ทาง Sony เคลมว่าเร็วที่สุดในโลก มีระบบ Eye detection เพื่อโฟกัสเป้าบริเวณดวงตา หน้าจอ LCD ขนาด 3 นิ้ว (ไม่มีระบบสัมผัส) ปรับขึ้นได้ 90 องศา / ปรับก้มลงได้ 45 องศา ทำให้สามารถถ่ายภาพ ในมุมมองที่แปลกๆหลากหลายได้ง่ายมากขึ้น มีช่องมองภาพ (Viewfinder) แบบอิเล็คทรอนิกส์ให้ภาพที่คมชัด เชื่อมต่อแบบ Wi-Fi และ NFC เพื่อส่งรูปไปยังสมาร์ทโฟนสำหรับอัพลงโซเชียลได้อย่างรวดเร็ว และตัวกล้องสามารถลงแอพพลิเคชั่นเพิ่มเติมได้ เช่น แอพหน้าใส แอพตกแต่งรูปภาพ แต่งรูปสวยเสร็จตั้งแต่ในกล้องได้เลย

5.Olympus EPL-7




กล้องตัวนี้เป็นเซนเซอร์ CMOS ขนาด Four Thirds ความละเอียด 16.1 ล้านพิกเซลมีกันสั่น 3 แกนช่วยให้ภาพสั่นไหวน้อยลง วัสดุส่วนใหญ่เป็นพลาสติกคุณภาพสูงทำลวดลายให้คล้ายหนัง ผสมกับอะลูมิเนียม ขนาดค่อนข้างเล็กมาก น้ำหนักเบา พกพาง่าย จับกระชับมือ ดีไซน์สวยงามผสมผสานระหว่างความวินเทจและโมเดิร์นได้ลงตัว มีระบบกันสั่น 3 แกนช่วยให้ภาพสั่นไหวน้อยลง หน้าจอทัชสกรีนได้ สามารถสั่งงานต่างๆเช่น เเตะเลือกจุดโฟกัส ปรับตั้งค่ากล้อง เลื่อนดูรูป หรือกดชัตเตอร์ได้ง่ายๆ อีกจุดเด่นสำคัญที่ทำให้ Olympus EPL7 แตกต่างจากรุ่นอื่นๆในตลาด คือหน้าจอของรุ่นนี้ จอพับเซลฟี่ลงไปด้านล่าง              

6.Olympus OM-D E-M5 Mark II




ความโดดเด่นที่สุดของตัวนี้ น่าจะเป็นเรื่องของระบบกันสั่นแบบ 5 แกน และบอดี้ที่ทนทาน ทำจากแมกนีเซียมอัลลอยด์ มี Weather Seal ป้องกันละอองน้ำและฝุ่น ทางแบรนด์เคลมว่าทนอุณหภูมิได้ถึง -10 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว ตัวกล้องมีสองสีให้เลือกคือสีดำและสีเงิน ดีไซน์สไตล์เรโทรสุดเท่ เซนเซอร์ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล แต่มีความพิเศษอยู่ที่ฟังก์ชั่น High Resolution Shot ที่สามารถเพิ่มความละเอียดของภาพสูงสุดได้ถึง 40 ล้านพิกเซล ด้วยวิธีการรวมภาพ 8 ช็อตให้กลายเป็นภาพความละเอียดสูงภาพเดียว มีช่องมองภาพแบบอิเลคทรอนิคส์ และจอภาพ Touchscreen หลังกล้องขนาดใหญ่ ที่สามารถหมุนพลิกปรับได้หลากหลายองศา รวมถึงหมุนไปด้านหน้าเพื่อถ่าย Selfie รองรับ SD Card Class 10 ที่ทำงานได้รวดเร็ว และสามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi ส่งภาพเข้าสมาร์ทโฟนได้ทันที

7.Panasonic GF7




สำหรับรุ่นนี้น่าจะเป็นที่ถูกใจของสาวๆ ด้วยขนาดที่ค่อนข้างเล็กกะทัดรัด น้ำหนักเบา สามารถพกพาได้สะดวก ดีไซน์วินเทจนิดๆ มีสีให้เลือกหลายหลาย เช่น ขาว ดำ น้ำตาล มีสีชมพูด้วยนะ เซ็นเซอร์ 16 ล้านพิกเซล จอ Touchscreen ที่สามารถพับขึ้นเพื่อเซลฟี่ได้ และฟังก์ชั่นในการถ่ายรูปเซลฟี่เก๋ๆ เช่น บีบให้ดูผอม โบกมือเพื่อลั่นชัตเตอร์ หรือฟังก์ชั่นถ่ายภาพกระโดด ที่กล้องจะกดชัตเตอร์ให้อัตโนมัติตอนเรากระโดษ และยังสามารถสั่งลั่นชัตเตอร์ผ่านสมาร์ทโฟน และเชื่อมต่อเพื่อส่งรูปผ่าน wi-fi ได้อีกด้วย

8.Panasonic GX8



สเปคจัดเต็มด้วยเซนเซอร์ Micro 4/3 ความละเอียด 20.3 ล้านพิกเซล มีระบบกันสั่นในตัวกล้อง ระบบออโต้โฟกัส 49 จุด ให้ภาพคุณภาพสูงระดับมืออาชีพ สามารถถ่ายวิดิโอคมชัดแบบ 4K ได้ ที่สำคัญตัวนี้มาพร้อมจอแบบทัชสกรีนที่หมุนอิสระ บิดพับได้หลายองศา จะหันมาด้านหน้าเพื่อถ่ายรูป Selfie ก็มีโหมดภาพ Soft Skin สำหรับแต่งหน้าเนียน ฟรุ้งฟริ้ง หรือบีบหน้าให้พร้อมเพรียวก็ทำได้ มีช่องมองภาพ หรือ วิวไฟน์เดอร์แบบอิเล็คทรอนิก ที่ยกตัวขึ้นด้านบนแบบพับได้ (Tilting) เหมาะมากๆกับคนที่ชอบถ่ายภาพแนวสตรีทหรือท่องเที่ยว บอดี้กล้องทนทาน สวยงาม กันละอองน้ำและฝุ่น รองรับ Wi-Fi และ NFC ในการเชื่อมตัวกับสมาร์ทโฟน

9.Samsung NX3000

ตัวนี้อาจจะไม่ค่อยนิยมในบ้านเราเท่าไหร่ แต่บอกเลยว่า NX3000 ฟังก์ชั่นโดดเด่นไม่แพ้ตัวอื่นๆ เริ่มด้วยดีไซน์แบบวินเทจที่ผสมผสานความพรีเมียมได้อย่างลงตัว ดูสวยงามคลาสสิค มาพร้อมเซ็นเซอร์รับภาพ ความละเอียดสูง 20.3 Megapixel สามารถปรับโหมดเพื่อช่วยให้การถ่ายภาพง่ายขึ้นได้ถึง 16 แบบ เช่น โหมดสำหรับถ่ายภาพแบบมาโคร , Lanscape โหมดถ่ายทิวทัศน์ , โหมด Food สำหรับถ่ายภาพอาหาร จอแสดงผลขนาด 3 นิ้ว สามารถ Flip ON บิดพับมาถ่ายภาพตัวเองได้ แบบฟรุ้งฟริ้ง ผิวเนียนสวย รองรับระบบเชื่อมต่อแชร์ไฟล์ผ่าน NFC และ Wi-Fi เพื่อส่งรูปไปยัง Smart Phone เอาไปแชร์ลง Social Network ต่างๆได้อย่างสะดวก

10.Canon EOS M3




รุ่นนี้การออกแบบเน้นความเรียบง่ายในการใช้งาน ปุ่มไม่เยอะ ควบคุมการทำงานต่างๆผ่านหน้าจอทัชสกรีนที่พับได้ 180 องศา สะดวกต่อการถ่ายภาพ Selfie มาพร้อมจำนวนพิกเซลสูงสุด 24.2 ล้านพิกเซล มี Flash ในตัว และมีช่อง Hotshoe สำหรับใส่อุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมได้ เช่น ช่องมองภาพ ( Viewfinder) ตัวนี้ขนาดถือว่าเล็กมาก น้ำหนักเบา พกพาง่าย ใส่กระเป๋าได้สบายๆ มี Grip ยื่นออกมาให้จับถนัดมือ รองรับการเชื่อมตัวแบบ WiFi และ NFC เช่นกัน

11.Canon EOS M10




ตัวนี้ขนาดกะทัดรัด พกพาสะดวกดีไซน์เรียบเท่แบบมินิมอล น้ำหนักเบาเพียง 301 กรัม มีเคสกล้องให้เลือกใช้สีสันสดใส หน้าจอขนาด 3 นิ้วแบบ touchscreen ที่ตอบสนองต่อการใช้งานดีมาก สามารถพับได้เพื่อการถ่าย Selfie ซึ่งมีฟังก์ชั่นสนับสนุนที่น่าใช้งาน เช่น ปรับความเนียนของผิว ที่ทำได้ถึง 3 ระดับ , เพิ่มความสว่างใสให้ใบหน้า รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi และ NFC

12.Nikon 1 J5



ช้เซ็นเซอร์เซ็นเซอร์ภาพแบบรับแสงด้านหลัง ขนาด 13.2 มม. X 8.8 มม. ความละเอียด 20.8 ล้านพิกเซล พร้อมจุดโฟกัส 171 จุด ขนาดเล็กสุดๆ พกพาง่าย น้ำหนักเบาใช้มือเดียวถือถ่ายได้สบายๆ สามารถเอาติดกระเป๋าไปใช้ในชีวิตประจำวัน หรือไปท่องเที่ยวก็ไม่เป็นภาระแน่นอน ตัวนี้ระบบซูมของตัวเลนส์เป็นแบบไฟฟ้า เวลาที่เปิดใช้งานกล้อง ตัวเลนส์ถึงจะค่อยยืดออก พร้อมกับหน้าเลนส์เปิดออกตามมา หมดกังวลเรื่องฝาปิดหน้าเลนส์หล่นหายไปได้เลย ส่วนหน้าจอเป็นแบบ Touchscreen ปรับองศาได้ถึง 180 องศา รับกระแสการถ่าย Selfie มีระบบโฟกัสที่รวดเร็ว รองรับการเชื่อมต่อ WiFi และ NFC บอดี้มี 3 สีให้เลือกคือ สีดำ สีเงิน และทูโทน
ขอขอบคุณ:article.shopspotapp.com