Recent Post

Gallery

ขาตั้งกล้องสำคัญอย่างไร เวลาไปเที่ยวอย่าลืมพกขาตั้งกล้องไปด้วยนะครับ









เมื่อพูดถึงขาตั้งกล้อง ช่างภาพสมัครเล่นมักจะมองข้ามขาตั้งกล้องไปเลย และมักจะไม่สนใจที่จะใช้มัน มันดูเกะกะรุนรังในการถ่ายภาพแต่ละครั้ง และให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของกล้องมากกว่า ซึ่งกล้องสามารถทำงานได้ตามที่เราต้องการ เช่น
1 ในที่ที่มีแสงน้อยเราสามารถตั้งค่าความไวแสงของกล้องให้สูงขึ้นได้อย่างมากมาย ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้อง มันก็ใช่
2 ต้องการหยุดการเคลื่อนไหวก็ตั้ง Shutter speed ให้มันสูง ๆ เข้าไว้ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้อง มันก็ใช่
แต่การถ่ายภาพที่ต้องการคุณภาพของภาพสูง มีความคมชัด ถ้าถ่ายที่มีแสงน้อยแล้วตั้งค่าความไวแสงของกล้องให้สูง ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาก็ noise ที่เกิดขึ้นในภาพมากมายตามค่าไวแสงที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น
และถ้าเราต้องการถ่ายภาพที่มีความเร็วชัตเตอร์ต่ำซึ่งเราไม่สามารถจับถือกล้องให้นิ่งได้ มันก็ต้องใช้ขาตั้งกล้อง
เอาเป็นว่าการใช้ขาตั้งกล้องก็ขึ้นอยู่กับลักษณะภาพ หรือสภาพแสงในการถ่ายภาพนั้น ๆ มีกฏอยู่เพียงว่า ถ้าเราตั้งความเร็วชัตเตอร์ต่ำกว่า 1/30 วินาที ก็ควรใช้ขาตั้งกล้อง
ข้อแตกต่างระหว่างช่างภาพสมัครเล่นกับช่างภาพอาชีพก็อยู่ตรงนี้ ไม่ว่าจะต้องการถ่ายภาพอะไร แสงมากแสงน้อย ความเร็วสูงหรือความเร็วต่ำ ขาตั้งกล้องเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุด แม้ว่าจะต้องแบกขาตั้งกล้องน้ำหนักเป็นกิโล (กิโลกรัม คือน้ำหนัก) และหลายกิโล (กิโลเมตร คือระยะทางที่ขี้นเขาลงห้วย ในประเทศต่างประเทศก็ต้องแบกมันไปด้วยกันตลอด) แต่มันก็ให้ผลของภาพที่คุ้มค่าที่ต้องแบกมันไป คือ ความคมชัดของภาพตามที่เราต้องการ



ขาตั้งกล้องมี 2 ชนิดคือ
1. ขาตั้งกล้องสามขา (Tripod)



มีลักษณะเป็นสามขา สามารถพับ กางออก ยืดขึ้นให้สูงได้ ที่ส่วนหัวทำเป็นฐานรองรับกล้อง มีสกรูสำหรับยึดกล้องไว้ให้แน่น
สามารถปรับให้กล้องหมุนไปได้ทั้งทางซ้ายและขวา (pan) มีแขนทำหน้าที่หมุนปรับให้กล้องก้มลง (tilt down) และเงยขึ้น (tilt up) ได้ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ติดตั้งกล้องเพื่อให้กล้องยึดกับขาตั้งนิ่ง และมั่นคง จำเป็นสำหรับการถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย ที่ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ช้าๆ เพื่อให้ Image sensor รับแสงนานๆ โดยที่กล้องไม่สั่นไหว เช่น การถ่ายภาพตามท้องถนนเวลากลางคืนที่ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ B หรือตั้งความเร็วชัตเตอร์ที่ช้ากว่า 1/30 วินาทีลงมา หรือถ่ายภาพโดยทั่วไปที่ต้องการความชัดลึกมาก ๆ เช่น ภาพทิวทัศน์

2. ขาตั้งกล้องขาเดียว (monopod)



ช่างภาพสมัครเล่นจะไม่คุ้นเคยกับขาตั้งกล้องชนิดนี้ ขาตั้งกล้องชนิดนี้จะใช้กับกล้องที่ถ่ายภาพที่ใช้เลนส์ซูม หรือเลนส์เทเลโฟโต้ขนาดใหญ่ เพื่อเป็นการประคองกล้องไม่ให้เกิดสั่นไหวเวลากดชัตเตอร์
เรามักจะพบบ่อยในการถ่ายภาพกีฬา
ถ้าเราต้องการภาพที่มีความคมชัดมากๆ เงื่อนไขหนึ่งที่สามารถทำให้ได้ภาพที่คมชัดก็คือ ต้องใช้ขาตั้งกล้องประกอบในการถ่ายภาพครับ

ถ่ายภาพเท่ๆ ด้วยเทคนิค Light Painting



การถ่ายภาพด้วยเทคนิค Light Painting คือการวาดหรือแต้มสีในภาพด้วยแสง เป็นเทคนิคสร้างภาพถ่ายอันแปลกตาชนิดที่เรียกว่า มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นคือการวาดหรือแต้มสีในภาพด้วยแสง เป็นเทคนิคสร้างภาพถ่ายอันแปลกตาชนิดที่เรียกว่า มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น




Light Painting ใช้เทคนิคการถ่ายภาพโดยเปิดชัตเตอร์เป็นระยะเวลาหลายๆวินาที และมีการเคลื่อนไหวของแหล่งแสงในภาพ

ก่อนอื่นต้องขอปูพื้นนิดนึงว่าเทคนิคนี้ใช้หลักการเปิดชัตเตอร์รับแสงเป็นระยะเวลานานๆ โดยต้องทำในที่มืด อาศัยแสงไฟที่เปิดเป็นช่วงๆ หรือลากเป็นรูปร่างผ่านเข้าไปยังเซนเซอร์เกิดเป็นภาพขึ้นมาเหมือนกับเราใช้แสงเป็นพู่กันบรรจงลากเส้นวาดภาพลงบนกระดาษ ยิ่งเราวาดนานก็ต้องตั้งชัตเตอร์นานเท่าที่เราจะวาด เส้นสายอาจเปลี่ยนแปลงไปได้หลากหลายตามลักษณะของพู่กันที่เราใช้ เช่น ใช้หลอดไฟ LED เล็ก หรือใช้ไฟเป็นเส้น ผสมกันหลากหลายสีตามแต่จะจินตนาการ

อุปกรณ์หลักๆที่ต้องเตรียม

1. กล้อง
มีกล้องอะไรก็ใช้ได้ (คอมแพกต์ DSLR ฯลฯ) แต่จะต้องมีโหมด M (แมนวล) หรือจะต้องตั้งความเร็วชัตเตอร์ได้
เพราะเราจะใช้ความเร็วชัตเตอร์นี่แหละ ทำให้เกิดภาพเป็นเส้นๆ
2. ไฟฉาย
จริงๆใช้แหล่งกำเนิดแสงอะไรก็ได้ครับ แล้วแต่ว่าใครจะมี
ใคใช้จะเอาแท่งเรืองแสง (แบบที่ชูกันในคอนเสิร์ต) หรือจะควงกระบองไฟเลยก็ได้ครับ (ระวังไฟด้วยนะครับ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน)
แล้วแต่ว่าอยากได้เส้นแบบไหน แต่ละแบบจะให้แบบเส้นที่แตกต่างกัน
แนะนำว่า ถ้าอยากได้หลายๆสี จะใช้ไฟฉายหลายๆสี หรือแปะกระดาษแก้วเลยก็ได้
3. ขาตั้งกล้อง
สำคัญมาก! จริงๆไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องก็ได้ แต่ต้องหาที่วางวางที่กล้องเราจะอยู่นิ่งๆ (พื้น กำแพง ฯลฯ)
แต่เลือกที่วางดีๆ ระวังกล้องหล่นนะครับ... เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน
(โดยเฉพาะ DSLR ยิ่งต้องหาขาตั้งกล้องดีๆหน่อย)

ขั้นตอนการเริ่ม

1. มาเซ็ตกล้องกันก่อน อย่างที่บอกไปว่ากล้องต้องปรับความเร็วชัตเตอร์ได้ เพราะมันต้องใช้
โดยไปที่โหมด M ของกล้องแล้วก็ปรับไปเป็นประมาณ 5"-30" (วินาที) แล้วแต่ว่าเราจะวาดเยอะวาดน้อย
(ใครมีรีโมตชัตเตอร์ ก็ตั้งโหมด Bulb แล้วกดค้างไปเลยจนกว่าจะวาดเสร็จก็ได้ แต่ถ้าวาดมาก ระวังฉากหลังสว่างไปด้วย)

2. ตั้ง ISO ของกล้องไปที่ 100 หรือน้อยกว่า (ถ้ามากกว่านี้อาจจะสว่างไป ไม่เป็นพื้นดำ)

3. ตั้งไวท์บาลานซ์ของกล้อง แล้วแต่ว่าชอบสีแบบไหน
(ไฟปกติทั่วไปจะสีออกเหลืองๆ ผมแนะนำโหมด ทังสเตนครับ แสงเหลืองๆอาจจะกลายเป็นขาว ทำให้เส้นมันสวยขึ้นครับ)
ตั้งเสร็จแล้วจับใส่ขาตั้งกล้องเตรียมถ่ายได้เลยครับ

4. คิดให้ดีๆก่อนว่าจะวาดอะไร แล้วต้องแกว่งมือแบบไหน เพราะถ้าค้างที่จุดไหนนานเกินไปอาจทำให้มันเกิดจุดๆขาวๆใหญ่ๆ
ทำให้เส้นไม่เรียบ แล้วมันจะดูยาก ลองซ้อมวาดเฉยๆก่อนซักรอบสองรอบก็ได้ แล้วค่อยวาดจริง

5. พอลั่นชัตเตอร์แล้ว วิ่งไปอยู่หน้ากล้อง แล้วเริ่มเปิดไฟฉายของเราแล้วละเลงได้เลยตามสบาย
จะเขียนตัวอักษร จะวาดรูป แอ๊บสแตรก หรือจะวาดอะไรก็ตามแต่จินตนาการขอคุณเลยครับ


** จำไว้ว่า เวลาเราวาด ถาพที่เกิดจะ กลับซ้าย-ขวา กับที่เราวาดนะครับ
หรือใครไม่ถนัดก็วาดปกติแล้วเอาไปกลับในคอมพ์ก็ได้


6. รอจนชัตเตอร์หมดรอบ แล้วก็รอมันสร้างไฟล์ภาพแปปนึง จากนั้นก็ดูผลงานตัวเองได้เลย








เทคนิคเพิ่มเติม

- ถ้าเส้นมันเล็กเกินไป (สำหรับไฟฉายแบบกระจกเว้า) ให้หมุนโฟกัสของกล้องให้มันเบลอ จะได้เส้นเป็นจุดโบเก้ที่ต่อกันสวยงาม~
- บางครั้งห้องที่ถ่ายอาจจะมืดเกินไปจนกล้องมันโฟกัสไม่ได้ แนะนำให้เปิดแมนวลโฟกัสไปเลยก็ได้ครับ
- ความเร็วของการวาดก็มีผลต่อขนาดเส้นด้วย ถ้าวาดช้า เส้นก็จะใหญ่ขึ้น
- ถ้าอยากให้มีรูปคนหรืออะไรก็ตาม ติดไปด้วย ให้เปิดแฟลช แล้วถ่ายอะไรก็ตามที่อยากให้ติดไปด้วยก่อนในตอนแรก แล้วค่อยเริ่มลงมือวาด
- ถ้ากลัวเขียนกลับด้านแล้วเขียนผิด ก็ วาดแบบปกติ แล้วค่อยมากลับด้านในคอมพ์เอาก็ได้
- ถ้าไม่มีรีโมตชัตเตอร์แล้วกลัวว่ากล้องสั่นตอนกดชัตเตอร์ ให้ใช้โหมดตั้งเวลาถ่ายสิบวิ (หรือน้อยกว่า) จะได้มีเวลาเตรียมตัววาดเพิ่มด้วย
- ถ้าไม่จำเป็นอย่าวาดซ้ำเส้นเดิมหลายรอบ เส้นมันจะปนกัน แล้วดูยาก
- ถ้าจะเขียนตัวอักษร แนะนำให้เขียนเส้นลากต่อๆกัน เพราะมันจะทหฃำให้เรากะระยะห่างระหว่างอักษรได้ง่ายขึ้นครับ
- ถ้าไม่มีไฟฉายสี และไม่อยากใช้กระดาษแก้ว ก็เอามาแต่งสีใน Photoshop อีกทีก็ได้ครับ :)
- (สำหรับ DSLR) ระหว่างที่ชัตเตอร์ยังไม่หมด หมุนซุมที่เลนส์เล่นได้นะครับ บางทีอาจจะเกิดถาพแบบแปลกๆ สวยๆ
- ไม่ต้องกลัวว่ารูปที่ได้มันจะเล็กเกินไป เหลือที่ว่าเยอะ ถ้าไม่พอใจแค่เรื่องที่ว่าง ครอปรูปเอาก็ได้ครับ
- วาดแรกๆอาจจะยังไม่สวย ต้องฝึกบ่อยๆ แล้วเราจะรู้ตำแหน่งของไฟเพื่อที่จะได้ควบคุมมันได้ครับ
- ถ้ามีเพื่อนมาร่วมแจมการถ่ายแบบนี้ด้วย ค่าความสนุกจะเพิ่มเป็นสองเท่า!
- (เทคนิคจากพี่ mammoz) ปิด Noise Reduction ของกล้อง จะทำให้เรนเดอร์ถาพได้เร็วขึ้น
- ระวังมุมที่ไฟฉายทำต่อกล้องด้วยนะครับ ถ้ามันทำมุมกันไม่ดี เส้นอาจจะหาย

11 ข้อ สำหรับการถ่าย Landscape



หนาวนี้หลายๆท่านคงเตรียมตัวและเตรียมกล้องคู่ใจไปเก็บภาพสวยๆกัน เพื่อให้ได้ภาพที่สวยประทับใจ kong tong teaw 11 ข้อ สำหรับการถ่าย Landscape ฝากทุกท่านที่ชอบถ่ายภาพกัน ไปดูกันเลย








1. ถ่ายให้ชัดลึก





ส่วนมากการถ่าย Landscape เราต้องการ Focus ให้มากเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อให้ภาพชัดทุกส่วนคุณต้องตั้งค่า Aperture ให้แคบ (เลขเยอะ) แต่จงจำไว้ว่า เมื่อรูรับแสงแคบ จะทำให้ได้รับแสงเข้ามาน้อยลง คุณต้องชดเชยก้วยการตั้งค่า Speed shutter ให้ช้าลง หรือ ปรับ ISO ให้สูงขึ้น หรือทั้งสองอย่าง


2. ใช้ขาตั้ง



จากทิปก่อนหน้านี้ เมื่อคุณเพิ่มความเร็วชัตเตอร์ให้ช้าลง คุณจำเป็นต้องทำให้กล้องของคุณนิ่งมากๆ ถึงแม้ว่าคุณจะถือกล้องได้แล้วบอกว่านิ่ง แต่การใช้ขาตั้งมันช่วยเพิ่มความมั่นใจได้ หากมีก็จงใช้มันซะ และใช้ควรสายลั่นด้วย


3.มองหาจุดโฟกัส




ปทุกรูปควรจะมีจุดโฟกัส รวมถึงการถ่าย Landscape ด้วย หากการถ่าย Landscape ไม่มีจุดโฟกัสแล้ว มันก็จะดูว่างๆ และทำให้ภาพไม่มีจุดที่น่าสนใจ ทำให้คนดู ดูผ่านๆ เราสามารถใช้หลายอย่างเป็นจุดโฟกัส เช่น โครงสร้างของตึก , ต้นไม้สวยๆ , ก้อนหินสวยๆ หรือภาพ silhouette


4. คิดเรื่องฉากหน้าไว้ด้วย





องค์ประกอบหนึ่งซึ่งเป็นส่วนสำคัญและต้องคิดให้ดีในการถ่าย Landscape คือฉากหน้า และจัดมันไว้ให้ดูน่าสนใจ และการทำเช่นนี้ช่วยสร้างความลึกของภาพได้ด้วย

5. พิจารณาเรื่องท้องฟ้าด้วย



อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ต้องพิจารณาในการถ่าย Landscape คือท้องฟ้า
ภาพแลนด์สเคปสวยๆส่วนใหญ่จะเด่นเรื่องฉากหน้า และท้องฟ้า แต่หากฟ้าเน่าก็อาจต้องหาอย่างอื่นถ่าย แต่ถ้าเจอฟ้าสวยๆ ก็อาจใช้ฟิลเตอร์ polarizing ช่วยเพิ่มสีสันของฟ้า หรือไม่ก็มาแต่งภาพทีหลังก็ได้



6. Lines





คำถามหนึ่งที่ต้องถามตัวคุณเองในการถ่าย Landscape คือ เราจะใช้เส้นนำสายตาของผู้ชมได้อย่างไร มีหลายวิธีที่ทำได้ ใช้ ฉากหน้าก็ได้ แต่วิธีที่ดีที่สุดคือใช้เส้นนำสายตาคนดู เส้นสามารถให้ความลึกของภาพ บอกขนาด และสามารถชี้จุดน่าสนใจได้ และมันก็ยังสร้าง pattern ด้วยตัวมันเองอีกด้วย

7. จับการเคลื่อนไหว



หลายคนคงคิดว่าถ่าย Landscape ต้องได้ภาพแนว เงียบสงบ อย่างไรก็ตาม ภาพ Landscape ก็สามารถเพิ่มความเคลื่อนไหวของภาพได้ ช่วยให้ภาพดูสวย และดูน่าสนใจขึ้น อีกทั้งเพิ่มอารมณ์ของภาพ และ สร้าง จุดสนใจ
ตัวอย่างเช่น ลมกับต้นไม้, คลื่นบนชายฝั่ง, น้ำตก, เมฆที่เคลื่อนไหว
การถ่ายจับภาพการเคลื่อนไหวนั้นส่วนใหญ่จะใช้การถ่ายแบบ Long Exposure (ใช้ ความเร็วชัตเตอร์ช้าๆ) และมันทำให้แสงเข้าไปยัง sensor เยอะ หมายความว่าคุณต้องใช้ รูรับแสงแคบๆ และ ISO ต่ำๆ หรือไม่ก็ใช้ Filter


8. พิจารณาสภาพอากาศ



บางสถานที่เมื่ออากาศเปลี่ยนไป จะได้ภาพสวยมากขึ้น เลือกเวลาถ่ายให้ถูกต้อง มันเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ อย่างไรก็ตามในวันที่ฟ้าครึ้ม มีแววว่าฝนจะตก นั่นอาจช่วยเพิ่มอารมณ์ของภาพได้ ลองมองหา พายุ ลม หมอก เลฆครึ้มๆ แสงแดดที่ส่องผ่าน ฟ้าที่มืดครึ้ม ดวงอาทิตย์ขึ้น ดวงอาทิตย์ตก ฯลฯ การไปถ่ายอะไรพวกนี้ มันอาจดีกว่า นั่งเฉยๆ เพื่อรอไปถ่ายบฟ้าใสๆ ในวันต่อไป


9. Golden Hours



มีช่างกล้องบางคนที่ไม่เคยถ่ายรูปในช่วงกลางวันเลย ถ่ายแค่ช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและตกเท่านั้น เพราะเป็นแสงที่ดีที่สุด มันเป็นแสงที่สวย และให้องศาของแสงที่ดี อีกทั้งยังทำให้ฉากดูสวยขึ้น สร้างความน่าสนใจให้รูปของคุณได้


10. เส้นขอบฟ้า



เป็นเทคนิคเก่าๆ แต่ยังใช้ได้ดีเสมอ ก่อจะถ่ายลองดูเส้นขอบฟ้าก่อนว่า
    มันเอียงไหม? – แม้ว่าจะมาแก้ทีหลังได้ แต่มันจะดีกว่าถ้าถ่ายมาให้ตรงตั้งแต่ในกล้องเลย
    ควรวางสัดส่วนอย่างไร? – ในการจัดองค์ประกอบอาจใช้เส้นขอบฟ้าไว้ ด้านบนหรือด้านล่างของกฏสามส่วนก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าอยากนำเสนออะไร แม้ว่ากฏนั้นมีไว้แหก แต่ยังไงถ้าทำตามกฏสามส่วน ผลลัพธ์ก็ออกมาน่าพอใจอยู่บ่อยนัก
11. เปลี่ยนมุมมองของคุณ




คุณขับรถไปยังสถานที่หนึ่ง ออกจากรถ ถือกล้องมาด้วย เปิดมัน ยกกล้องขึ้นมาที่ตาของคุณ มองซ้ายขวานิดหน่อย ซูมเข้าซูมออกนิดหน่อย จากนั้นก็ถ่าย แล้วเก็บกล้อง ขึ้นรถ ไปยังที่ต่อไป
แค่นี้ก็เสร็จแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม กระบวนการเหล่านี้ไม่ทำให้เกิดภาพที่สวยๆงามจนต้องร้อง ว้าววว ที่หลายๆคนตามหา
ให้เวลากับมันหน่อย หามุมมองที่นน่าสนใจ มุมที่แตกต่าง ลองสำรวจดูรอบๆ คุณจะได้มุมมองที่เป็นตัวของคุณเอง

รีวิว Canon EOS 80D ใช้งานได้ดีทั้งภาพนิ่งและวิดีโอ

กล้องในระดับกลางที่คนเริ่มถ่ายภาพมาในระดับ new entry ถามหา หรือ ที่เรียกว่า mid-range DSLR ของค่าย Canon นั้น จะมีหน่วยตัวเลข เป็นสองหลัก เรียงเรื่อยมาย้อนกลับไป ตั้งแต่สมัยยุคบุกเบิกของกล้อง DSLR ตั้งแต่ EOS 10D , 20D , 30D , 40D , 50D , 60D , 70D เรียกได้ว่าไม่ขาดตอนคลานตามๆกันมาเลยทีเดียว และแล้วก็มาถึง รุ่นใหม่ล่าสุด ในสาย mid-range นี้ ที่เรากำลังพูดถึงกันในวันนี้ ซึ่งก็คือ 80D เป็นกล้องรุ่นล่าสุด ในตระกูล 2 หน่วย DSLR ระดับกลางที่ ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ ควรมองหาก่อนเป็นอันดับต้นๆ ด้วยความลงตัว ทั้งในส่วนของประสิทธิภาพ และ ราคาที่จับต้องได้ เป็นความลงตัวที่ต้องพิจารณากันเป็นข้อๆไป


นอกจากนี้ EOS 80D ก็ยังคงใช้งานระบบโฟกัสภาพ ในโหมด Live view รวมถึงโหมด Video แบบ Dual pixel AF อันมีชื่อเสียงมาตั้งแต่ EOS 70D แล้ว ที่เป็นที่ยอมรับถึงประสิทธิภาพ ความรวดเร็ว และการใช้งานที่ง่าย สำหรับงานวิดีโอ หรือ งานภาพนิ่ง ที่ถ่ายด้วย Live View แต่ที่ EOS 80D ทำได้ดีกว่า EOS 70D ในเรื่องของการโฟกัส ในโหมด Live view ก็คือ สามารถใช้งาน Continuous AF หรือ AI servo ได้ แม้ในขณะใช้งาน Live view อยู่ (เวลาถ่ายภาพนิ่ง) ซึ่งเป็นการพัฒนา Dual pixel AF ขึ้นไปอีกระดับนั่นเอง ระบบ AI servo ใน Live view นี้ แม้แต่กล้องรุ่นใหญ่กว่า (แต่เก่ากว่า) อย่าง EOS 7D II ก็ยังไม่มีให้ใช้งานเลย นับกว่า EOS 80D กินในเรื่องนี้ไปแล้ว สำหรับกล้อง APS-C ด้วยกัน ในหมู่กล้อง Canon EOS ด้วยกันเอง หรือแม้แต่ต่างค่ายก็ตาม (ไม่นับพวก mirrorless) แต่ถ้าเป็นการถ่ายภาพบุคคลแล้ว ระบบ Face detect ที่ทำงานคู่กับการ track โฟกัสที่ใบหน้าคน ก็ทำงานได้ดี ทั้งในโหมด Live view และระบบวิดีโอ
และดูเหมือนว่าทาง Canon จะวางตำแหน่งกล้อง EOS 80D นี้ไว้เป็น กล้องที่ใช้งานในแบบ Video ที่จริงๆจังๆ เลยทีเดียว จึงได้ออกอุปกรณ์ เพิ่มเติมมาสำหรับงาน Video โดยเฉพาะ 2 ตัว พร้อมๆ กันกับการวางจำหน่ายกล้อง EOS 80D นั่นก็คือ เลนส์รุ่นใหม่ Canon EF-S 18-135mm f3.5-5.6 IS USM และอุปกรณ์เสริม หน้าตาประหลาดๆ ที่ออกแบบมาให้ใช้คู่กับเลนส์ Canon EF-S 18-135mm f3.5-5.6 IS USM ก็คือ อุปกรณ์ PZ-E1 คำว่า PZ ย่อมาจาก Power Zoom อันหมายถึง อุปกรณ์นี้ จะช่วยทำการซูมภาพ (ในระหว่าการถ่ายวิดีโอ) ได้อย่างนุ่มนวล ไม่มีกระตุก ใครที่เคยถ่ายวิดีโอ จะทราบดีกว่า ในระหว่างที่เราถ่ายภาพวิดีโอนั้น หากเราต้องการทำการซูมภาพไปด้วย ถ้าเป็นเลนส์ปกติ ที่เราต้องใช้แรงมือเราหมุนซูม จะมีอาการกระตุกๆ ในภาพวิดีโอที่เราถ่ายได้ การใช้ Power Zoom จะช่วยให้การซูมลักษณะดังกล่าว ทำได้อย่างต่อเนื่อง และเรียบลื่น รวมทั้งเราสามารถปรับความเร็วในการซูมได้ด้วย ว่าจะให้ซูมเร็วหรือซูมช้า โดยอุปกรณ์ Power Zoom นี้จะมีตัวล็อก ไปล็อกเข้ากับตัวเลนส์ Canon EF-S 18-135mm f3.5-5.6 IS USM ที่ด้านล่างพอดิบพอดี (ก็เขาออกแบบมาให้ใช้งานคู่กัน) จึงสามารถรวมร่าง เพื่อใช้งาน Power Zoom หรือ จะแยกร่างกลับไปใช้งานภาพนิ่งอย่างเดียว ก็ได้ ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ของกล้อง EOS 80D ให้เหมาะสำหรับการถ่ายภาพนิ่ง และภาพวิดีโอได้ในเวลาเดียวกัน
สำหรับตัวเลนส์ Canon EF-S 18-135mm f3.5-5.6 IS USM เอง มีจุดน่าสังเกตที่สำคัญอยู่จุดหนึ่ง นั่นก็คือ การหันกลับมาใช้รหัสเลนส์ USM (ultrasonic motor) ให้กับเลนส์สำหรับการถ่ายวิดีโอ จากเดิมที่ใช้รหัส STM (stepping motor) อันเป็นการกลับมา ของ USM ที่สำหรับตากล้องภาพนิ่งแล้ว มักจะชื่นชอบ USM มากกว่า STM เพราะโฟกัสได้เร็วกกว่า (สำหรับภาพนิ่ง) แต่เดิมที่ Canon นำเอา STM มาใช้ในเลนส์ เพราะเรื่องของความเงียบในการโฟกัส สำหรับการถ่ายวิดีโอมากกว่า เพราะเลนส์ STM นั้นโฟกัสได้เงียบเชียบ เหมาะสำหรับการโฟกัสในระหว่างการถ่ายวิดีโอ ที่เก็บเสียงไปพร้อมๆกันด้วย แต่สำหรับเลนส์รหัส USM ตัวใหม่นี้ ทาง Canon ได้ปรับปรุงให้มีความเงียบในการโฟกัส เพื่อการถ่ายวิดีโอพร้อมเสียง ที่ดีขึ้น แต่ก็ได้ความรวดเร็วในแบบของ USM สำหรับภาพนิ่งด้วยไปพร้อมๆกัน และตั้งชื่อใหม่ให้กับระบบ USM ตัวใหม่นี้ว่า Nano USM


นอกจากนี้ ในการถ่ายภาพวิดีโอ ยังสามารถถ่ายวิดีโอได้ในแบบ HDR Movie ด้วย อาศัยการถ่ายสลับกันระหว่าง frame ที่มืด (under exposure) กับ frame ที่ปกติ (standard exposure) ที่ 60fps แล้วนำสัญญานภาพของทั้งสองเฟรม มารวมเป็นเฟรมแบบ HDR ให้กับวิดีโอ ที่ความเร็ว 30fps ตามปกติ ทำให้ภาพวิดีโอของคุณสามารถเก็บรายละเอียดทั้งในส่วนสว่าง และส่วนมืดในภาพได้ดียิ่งขึ้น ในแบบเดียวกับที่ทำได้ในภาพนิ่ง ที่มีการถ่าย HDR กันมานานแล้ว แต่อันนี้ทำในตัวไฟล์วิดีโอ จากในกล้องกันเลยทีเดียว ไม่ต้องไปทำในระบบตัดต่อที่ไหนด้วย

โดยสรุปแล้ว กล้อง Canon EOS 80D เป็นกล้องที่ ทำมาเป็นตัวเลือกเพิ่มเติม ให้กับคนที่จริงจังกับการถ่ายภาพ ทั้งภาพนิ่ง และภาพวิดีโอ โดยเฉพาะคนที่จริงจังกับการโฟกัสภาพ หรือ ต้องถ่ายภาพวัตถุที่มีการเคลื่อนที่รวดเร็ว แต่ก็ไม่ใช่เป็นคนที่ ต้องการกล้องที่สมบุกสมบันมากนัก ใช้งานแบบบ้านๆ หรือ ใช้งานในเมืองตามปกติ เพราะกล้อง EOS 80D ออกแบบมาสำหรับการใช้งานตามปกติ มากกว่างานลุยๆ หากต้องการกล้องที่มีความทนทานมากขึ้นกว่านี้ ก็คงต้องมองไปที่กล้องในตระกูลที่สูงกว่า อย่างเช่น EOS 7D II ซึ่งเหมาะกับงานสมบุกสมบันมากกว่า บอดี้แข็งแรงกว่า อย่างไรก็ตาม ด้วยคุณสมบัติความรวดเร็วในการโฟกัสภาพ และจำนวนจุดโฟกัส ที่มีมาให้อย่างมากมาย ใกล้เคียงกับกล้องรุ่นใหญ่กว่า ก็ทำให้ EOS 80D เป็นตัวเลือกที่โดดเด่นมาก และลงตัวในแง่ของประสิทธิภาพของกล้อง ที่ใกล้เคียงกล้องโปร แต่ราคาหย่อนๆ ลงมาทางกล้องบ้านๆ มากกว่า แต่ถ้าหากท่านมองเรื่องราคาเป็นหลัก และไม่ได้สนใจที่จะต้องโฟกัสอะไรมากมาย กล้องเดิมๆ อย่าง EOS 70D ที่แม้จะออกมานานแล้ว แต่ผมกลับมองว่า ยังคงเป็นกล้องที่ "ยังใช้งานได้อยู่" แม้จะด้อยกว่าในเรื่องของการโฟกัสไปบ้างก็ตาม (ตามอายุของตัวกล้อง) ผมจึงมองว่างานนี้ ถ้าคุณเป็นคนที่จริงจังในการถ่ายภาพอยู่สักหน่อย แต่ไม่ได้อยากกระโดดข้ามไปเล่นกล้อง Full Frame เพราะด้วยอาจจะไม่อยากจะต้อง upgrade เลนส์ใหม่ทั้งชุด ยังอยากรักอยู่กับกล้องตัวคูณ ในแบบ APS-C แล้วละก็ ตัวเลือกสำหรับแฟนๆ Canon ในปัจจุบัน ก็ยังคงเป็น กล้อง 3 รุ่น คือ
1. รุ่นอยู่ยงคงกระพันอย่าง EOS 70D ที่อาจจะหย่อนเรื่องโฟกัสไปบ้าง แต่คุณสมบัติอื่นๆ ยังใช้ได้อยู่
2. รุ่นใหม่มาแรง แซงโค้ง อย่าง EOS 80D ที่ เก่งในเรื่องการโฟกัส ใกล้เคียงรุ่นโปรๆเลยทีเดียว ในสนนราคา ที่ยังพอน่าคบหาแบบบ้านๆ อยู่ พร้อมกับ เลนส์คู่ใจใหม่ NanoUSM ก็ดูจะเป็นทางเลือกกลางๆ ที่ดีทีเดียว
3. กล้องสำหรับงาน ถึก ลุย ทน โฟกัสเร็ว โฟกัสไว ถ่ายอะไรก็ได้ดังใจ ในแบบโปร ก็ต้องเป็น EOS 7D II แต่แน่นอนว่า ราคาก็จะออกไปทางกล้องโปรที่สูงกว่าสักหน่อย

ซึ่งดูๆไปแล้ว ในสามตัวเลือกนี้ ผมว่าหวย น่าจะออกมาที่ EOS 80D กันเสียพอสมควร สำหรับตากล้องแบบบ้านๆ ที่เน้นประสิทธิภาพ เพราะมันลงตัวทั้งสิ่งที่ได้ กับสิ่งที่จ่ายเงินออกไป งั้นงวดหน้าวันที่ 1 กับ 16 แทงไปเลยครับ 80 มาเต็งๆ โต๊ดๆ เอ๊ะยังไง ? แทงกันที่ร้านกล้องนะครับ อย่าไปแทงที่อื่น

^ ^
นายตากล้อง
Webmaster
taKLONG.com
http://www.taklong.com/review/Canon-EOS-80D.shtml