Recent Post

Gallery

จ.อุดรธานี กำหนดจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบก่อตั้งเมืองครบ 124 ปี รำบวงสรวงโดยสตรีกว่า 30,000 คน ชมการแสดงพลุเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่สุดอลังการ



จ.อุดรธานี กำหนดจัดงานเฉลิมฉลองตั้งเมืองครบ124ปี 18 มกราคม 2560




จ.อุดรธานี กำหนดจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบก่อตั้งเมืองครบ 124 ปี น้อมรำลึกในพระเกียรติคุณพลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมผู้ก่อตั้งเมืองอุดรธานี จัดพิธีทำบุญตักบาตร วางพานพุ่มถวายราชสักการะ สู่ขวัญบ้านสู่ขวัญเมือง รำบวงสรวงโดยสตรีกว่า 30,000 คน ชมการแสดงพลุเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่สุดอลังการ ที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม อำเภอเมืองอุดรธานี นายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พร้อมด้วยนายอิทธิพนธ์ ตรีวัฒนสุวรรณ นายกเทศมนตรีนครอุดรธานี และพันตำรวจเอกจักรภพ สุคนธราช รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี แถลงข่าวการจัดงานเฉลิมฉลองการก่อตั้งเมืองอุดรธานี ครบรอบ 124 ปีซึ่งกำหนดจัดอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 16-18 มกราคม 2560
นายอิทธิพนธ์ ตรีวัฒนสุวรรณ นายกเทศมนตรีนครอุดรธานี กล่าวว่า จังหวัดอุดรธานี ร่วมกับ เทศบาลนครอุดรธานี จัดงานเฉลิมฉลองวันที่ระลึกการก่อตั้งเมืองครบรอบ 124 ปี เพื่อให้ประชาชนชาวอุดรธานีได้ร่วมสำนึกรักและภูมิใจในบ้านเกิด ร่วมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น สร้างความสามัคคีปองดองกัน รวมถึงร่วมระลึกสำนึกในพระเกียรติคุณและพระกรุณาธิคุณของพลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ผู้ก่อตั้งเมืองอุดรธานี ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดอุดรธานีให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปทั้งในและต่างประเทศอีกทางหนึ่ง วันที่ 16-17 มกราคม 2560 เป็นกิจกรรมเฉลิมฉลองสมโภช จัดขึ้นที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม ตั้งแต่เวลา 18.30 น.ชมการแสดงดนตรีคีตกวี การเป่าขลุ่ย แซกโซโฟน ประชันกับแคน จากศิลปินที่มีชื่อเสียง และวันที่ 18 มกราคม 2560 มีการแสดงพลุ หลากหลายรูปแบบที่ยิ่งใหญ่อลังการ สวยงามตระการตาน่าชมอย่างมาก และที่พลาดไม่ได้ในการจัดงานครั้งนี้คือ กิจกรรมในวันที่ 18 มกราคม 2560 เริ่มตั้งแต่เวลา 06.00 น.ประชาชนชาวอุดรธานีร่วมทำบุญตักบาตร ประกอบพิธีถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติน้อมรำลึกในพระเกียรติคุณพลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมผู้ก่อตั้งเมืองอุดรธานี โดยทายาทราชนิกูลทองใหญ่ และพสกนิกรชาวอุดรธานีทุกหมู่เหล่า พิธีสู่ขวัญบ้านสู่ขวัญเมืองและรำบวงสรวง โดยทายาทราชนิกูลทองใหญ่ ภริยาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ กลุ่มสตรีชาวจังหวัดอุดรธานี ที่พร้อมใจกันมาสร้างพลังความสามัคคีรวมใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะมีผู้ร่วมรำบวงสรวงมากกว่า 30,000 คน
นายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า อุดรธานีเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญและมีอารยะธรรมเก่าแก่แห่งหนึ่งของโลก ราวห้าพันปีมาแล้ว ตามหลักฐานที่ปรากฏในหลักศิลาจารึก ใบเสมา รวมไปถึงเอกสารบันทึกทางประวัติศาสตร์และพงศาวดารตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน เริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2436 ที่ไทยเกิดกรณีพิพาทพรมแดนกับฝรั่งเศส จนพลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ต้องย้ายกองบัญชาการมณฑลลาวพวนจากเมืองหนองคาถอยร่นมาถึงบ้านเดื่อหมากแข้ง ซึ่งมีชัยภูมิเหมาะสม อุดมสมบูรณ์ด้วยห้วยหนองคลองบึง จึงทรงตั้งกองบัญชาการและสร้างบ้านแปลงเมืองที่นี่ และถือเอาวันที่ 18 มกราคม 2436 เป็นวันก่อตั้งเมือง ซึ่งในปีนี้ครบรอบ 124 ปี





งานสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุครั้งที่ 20 ถวายเป็นราชกุศลพระบาทสมเด็พระปรมินทรมหาภูมิลพอดุลยเดชรัชกาลที่ ๙ และงานทักษิณานุปาทานถวายแด่หลวงพ่อทูล จังหวัดอุดรธานี


วัดป่าบ้านค้อ ตั้งอยู่บ้านค้อ ตำบลเขือน้ำ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ได้ก่อตั้งขึ้นโดยการนำของ “พระอาจารย์ทูล ขิบปปญโญ” (ปัจจุบันมรณภาพแล้วเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2551 ) มื่อวันที่ 1 มกราคม 2528 มีเนื้อที่ 410 ไร่ ปัจจุบันมีเสนาสนะและสาธารณูปโภคเท่าที่จำเป็นต่อการอยู่อาศัยปฏิบัติธรรมสำหรับพระและฆราวาส มีเสนาสนะป่าเหมาะแก่การปลีกวิเวกของผู้ใคร่ปฏิบัติธรรม ในส่วนของการเผยแพร่พระพุทธศาสนาและการบริการชุมชน จังหวัดอุดรธานี กำหนดให้วัดป่าบ้านค้อเป็นศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติประจำจังหวัดอุดรธานี และได้เคยจัดให้มีการบรรพชาอุปสมบทอบรมกลุ่มปฏิบัติธรรมแก่ นักเรียนและประชาชนทั่วไป อีกทั้งยังมีฆราวาสทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เข้าพักรับอุบายธรรมภาคปฏิบัติอยู่อย่างสม่ำเสมอ การเดินทางไปยังวัดป่าบ้านค้อ สามารถใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2 (อุดรธานี – หนองคาย) ถึงหลักกิโลเมตรที่ 13 เลี้ยวซ้ายไปตามถนนหมายเลข 2021 (สายอุดร – บ้านผือ) อีก 20 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาเข้าวัดป่าบ้านค้ออีก 3 กิโลเมตร รวมระยะทางจากอุดรธานี ประมาณ 36 กิโลเมตร


พระอาจารย์ทูล ขิบปปญโญ


พระครูปิยสีลาจารย์ (ไชยา อภิชโย) 
( เจ้าอาวาส วัดป่าบ้านค้อปัจจุบัน )


พระอาจารย์บำเพ็ญ รตินธโร (อ.แดง)
(รองเจ้าอาวาส)





พระมหาธาตุเจดีย์เฉลิมพระบารมีพระนวมินทร์

ต้นพระศรีมหาโพธิที่อัญเชิญมาจากศรีลังกาประดิษฐานเป็นสัญลักษณ์แห่งการตรัสรู้
ของพระพุทธเจ้าและความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา อยู่เคียงคู่กับพระมหาธาตุเจดีย์ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ดอกบัวทองคำยอดพระมหาธาตุเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ๓๓ องค์ หล่อ
ขึ้นจากทองเหลืองผสมทองแดงหุ้มด้วยแผ่นทองคำบริสุทธิ น้ำหนัก ๒๓ กิโลกรัมองค์ระฆังศิลปะลังกา ประดิษฐานพระเจดีย์ทองคำบรรจุพระบรมสารีริกธาตุตลอดทั้ง
ปูชนียวัตถุและเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ บูชาพระบรมธาตุอื่นๆชั้นล่างเป็น วิหารจตุรมุขทรงไทยประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ
มีประตูกระจกแกะสลัก ๒๒ ช่อง ผนังโดมมีภาพจิตรกรรม "พระมหาชนก
ภาพจิตรกรรมพระมหาชนกบนโดมพระเจดีย์ สะท้อนการสร้างเสริมวิริยบารมีของพระโพธิสัตว์
บานประตูกระจกแกะสลัก รวม ๔๔ บาน เป็นเรื่องราวเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เป็นแหล่งศึกษา ขยายสติปัญญาแก่พุทธศาสนิกชน




ในช่วงต้นปี พ.ศ.๒๕๔๐ คณะสงฆ์ในเขตพื้นที่อำเภอบ้านผือ น้ำโสม นายูง และใกล้เคียง ได้ประชุมพิจารณาเสนอให้พระอาจารย์ทูล ขิปฺปปญฺโญ ออกแบบและดำเนินการก่อสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ได้อัญเชิญมาจากศรีลงกา โดยจังหวัดอุดรธานี กำหนดให้เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อว่า"พระมหาธาตุเจดีย์เฉลิมพระบารมีพระนวมินท์" ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางวิหารจตุรมุข ๒๔ เมตร สูง ๗๒ เมตร ใช้เวลาก่อสร้าง ๑๕ เดือน งบประมาณ ๗๓ ล้านบาท




งานบุญประจำปี
งานสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ และงานทักษิณานุปาทานถวายแด่หลวงพ่อทูล



ในช่วงเทศกาลมาฆบูชาของทุกปี มีการจัดงานปฏิบัติธรรมสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุเป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืน ของทุกปี มีพุทธศาสนิกชนหลายหมื่นคน มาร่วมบำเพ็ญบุญ สร้างกุศลบารมีในกิจกรรมหลายรูปแบบ เช่น บวชชีพราหมณ์ ถือศีลปฏิบัติภาวนา ฟังธรรมเทศนา ตั้งโรงทาน ร่วมงานอนุรักษ์วัฒนธรรมอีสาน สรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ เวียนเทียนในวันมาฆบูชา พิธีสดุดีเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จุดพลุและโคมประทีปตระการ
ซึ่งในปีนี้จัดงานสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 5-11 กุมภาพันธ์ 2560 มาร่วมงานกันเยอะๆนะ สาธุ...


โครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่า อันเนื่องมาจากพระราชดำริ



พระราชดำริเมื่อ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน เสด็จเยือนประชาชนในเขตหัวหิน ทรงเห็นความลำบากของประชาชนในหมู่บ้านเขาเต่า ซึ่งมีประชากรอยู่กันอย่างหนาแน่น ขาดแคลนน้ำที่จะใช้อุปโภค - บริโภค และช่วงน้ำทะเลขึ้นสามารถไหลเข้าท่วมพื้นที่เกษตรทุ่งตะกาด ทำให้ผลผลิตเสียหายพร้อมกันนี้ราษฎรได้รวมตัวกันน้อมเกล้าถวายที่ดินแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จำนวน 300 ไร่ จึงมีพระราชดำริพร้อมมอบทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 60,000 บาทให้กรมชลประทาน ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเขาเต่า ซึ่งนับเป็นโครงการตามพระราชดำริ แห่งแรกของกรมชลประทานด้วยเช่นกัน


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินทำพิธีเจิมเสาเข็มพืดท่อระบายน้ำ เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2506



สถานที่ตั้ง บ้านเขาเต่า ตำบลหนองแก อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

วัตถุประสงค์ของโครงการ

โครงการอ่างเก็บน้ำเขาเต่าเป็นโครงการเพื่อจัดหาแหล่งน้ำสำหรับอุปโภค-บริโภค ให้แก่ประชาชน ในหมู่บ้านชายทะเลเขาเต่า

สภาพทั่วไป
เดิมก่อนปีพุทธศักราช 2506 สภาพภูมิประเทศของบริเวณทุ่งตะกาด ตำบลหนองแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประกอบด้วย ด้านทิศตะวันตกเป็นภูเขา ชื่อเขาอีหรุ่น เป็นเส้นแบ่งปันน้ำของลุ่มน้ำ สภาพพื้นดินลาดเอียงไปทางทิศตะวันออก ซึ่งเป็นชาวฝั่งทะเล และมีถนนเพชรเกษมและทางรถไฟกั้นขวางระหว่างความลาดเอียงนั้น มีพื้นที่ลุ่มน้ำ 8 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 5,000ไร่ มีปริมาณฝนตกเฉลี่ยจาก 3 สถานี วัดน้ำฝนได้ 990 มิลลิเมตร ปริมาณน้ำทั้งหมดไหลลงทุ่งตะกาด จำนวน 4 ลำห้วย คือ ลำห้วยหุบตาเจี๊ยบ ลำห้วยเขาน้อย ลำห้วยหุบประดิษฐ์ และลำห้วยเจ็กกัง จากนั้นไหลออกสู่ทะเล
ระยะเวลาก่อสร้าง 1 ปี (พ.ศ.2506)

รายละเอียดโครงการ
กรมชลประทานได้ดำเนินการออกแบบและก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเขาเต่าแล้วเสร็จใน ปีพุทธศักราช 2506 ในการนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินทำพิธีเจิมเสาเข็ม พืดท่อระบายน้ำ เมื่อวันที่ 9 เมษายน2506 ในการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำสามารถเก็บกักน้ำได้ 600,000 ลูกบาศก์เมตร โดยก่อสร้างทำนบดินกั้นน้ำ ที่ระดับ + 4.00 เมตร (ร.ท.ก) ขนาดหลังคันกว้าง 1.50 เมตร ยาว 1,500 เมตร พร้อมอาคารระบายน้ำ เป็นท่อคอนกรีตเสริมเหล็ก จำนวน 1 แห่ง ขนาด เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เมตร ใช้เงินงบประมาณ 1 ล้านบาทและได้ทำการปรับปรุงขยายท่อระบายน้ำจากอ่างและบานบังคับน้ำบานสี่เหลี่ยม ขนาด 1.50 x 1.50 จำนวน 1 ท่อ ค่าปรับปรุงประมาณ 800,000 บาท ปรับปรุงเสร็จในปีพุทธศักราช 2519

สำหรับสภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำเขาเต่าในระยะแรกเค็ม เนื่องจากพื้นดินเดิมเค็ม ในระยะต่อมาน้ำค่อยจืดขึ้น ในปัจจุบันนี้สภาพน้ำยังมีรสกร่อยเล็กน้อย กรมชลประทานจึงได้ระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำเพื่อชะล้างความเค็มของดินในอ่างเก็บน้ำ

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1.น้ำสำหรับอุปโภค – บริโภค ของชุมชนเขาเต่า
ในปี พ.ศ. 2519 – 2520 โครงการฯ ปราณบุรี ก่อสร้างท่อส่งน้ำดิบสายปราณบุรี – หัวหิน เสร็จ จึงมีการต่อท่อน้ำดิบ ขนาด Ø 8” มาลงที่อ่างเก็บน้ำเพื่อการอุปโภค – บริโภค และเพื่อการเกษตร แต่เนื่องจากความเค็มยังมีอยู่จึงไม่ก่อประโยชน์มากนัก

ในปี พ.ศ. 2522 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้เจ้าหน้าที่ชลประทาน เข้าเฝ้า ณ พระตำหนักพระราชวังไกลกังวล เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2522 ได้มีพระราชดำรัสให้ กรมชลประทาน พิจารณาสร้างอ่างเก็บน้ำบริเวณหาดทรายใหญ่ เพื่อใช้สำหรับการอุปโภค-บริโภค มีปริมาณน้ำน้ำเก็บกักประมาณ 10,000 ลูกบาศก์เมตร

ในปี พ.ศ. 2523 ได้มีการต่อท่อน้ำดิบไปที่อ่างเก็บน้ำหาดทรายใหญ่ โดยออกจากท่อน้ำดิบ สายปราณบุรี – หัวหิน(สายเก่า) เป็นท่อซีเมนต์ใยหินขนาด Ø 8” แล้วแยกเป็นท่อเหล็กเหนียวขนาด Ø 3” ไปที่หาดทรายใหญ่กับต่อท่อให้ราษฎรไปใช้สำหรับผู้บริโภค – บริโภค ในหมู่บ้านและวัดเขาเต่า จึงทำให้ราษฎรในบริเวณเขาเต่า หมดความจำเป็นที่จะใช้น้ำในอ่างเก็บน้ำเขาเต่าตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นไปจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบันมีระบบประปาหมู่บ้านโดยใช้น้ำจากท่อน้ำดิบสายปราณบุรี-หัวหิน (สายเก่า) ในการผลิตประปาหมู่บ้าน แต่ก็ยังใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำเขาเต่าเป็นแหล่งน้ำสำรองเพื่อใช้ในการผลิตประปาหมู่บ้าน

2.การประมงหาเลี้ยงชีพของราษฏรชุมชนเขาเต่า

3.แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดเนื่องจากเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริแห่งแรกของกรมชลประทาน

ความก้าวหน้าของโครงการ

แล้วเสร็จ 100 %



อ่างเก็บน้ำเขาเต่าในปัจจุบัน


อ่างเก็บน้ำเขาเต่าในอดีต

ขาตั้งกล้องสำคัญอย่างไร เวลาไปเที่ยวอย่าลืมพกขาตั้งกล้องไปด้วยนะครับ









เมื่อพูดถึงขาตั้งกล้อง ช่างภาพสมัครเล่นมักจะมองข้ามขาตั้งกล้องไปเลย และมักจะไม่สนใจที่จะใช้มัน มันดูเกะกะรุนรังในการถ่ายภาพแต่ละครั้ง และให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของกล้องมากกว่า ซึ่งกล้องสามารถทำงานได้ตามที่เราต้องการ เช่น
1 ในที่ที่มีแสงน้อยเราสามารถตั้งค่าความไวแสงของกล้องให้สูงขึ้นได้อย่างมากมาย ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้อง มันก็ใช่
2 ต้องการหยุดการเคลื่อนไหวก็ตั้ง Shutter speed ให้มันสูง ๆ เข้าไว้ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้อง มันก็ใช่
แต่การถ่ายภาพที่ต้องการคุณภาพของภาพสูง มีความคมชัด ถ้าถ่ายที่มีแสงน้อยแล้วตั้งค่าความไวแสงของกล้องให้สูง ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาก็ noise ที่เกิดขึ้นในภาพมากมายตามค่าไวแสงที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น
และถ้าเราต้องการถ่ายภาพที่มีความเร็วชัตเตอร์ต่ำซึ่งเราไม่สามารถจับถือกล้องให้นิ่งได้ มันก็ต้องใช้ขาตั้งกล้อง
เอาเป็นว่าการใช้ขาตั้งกล้องก็ขึ้นอยู่กับลักษณะภาพ หรือสภาพแสงในการถ่ายภาพนั้น ๆ มีกฏอยู่เพียงว่า ถ้าเราตั้งความเร็วชัตเตอร์ต่ำกว่า 1/30 วินาที ก็ควรใช้ขาตั้งกล้อง
ข้อแตกต่างระหว่างช่างภาพสมัครเล่นกับช่างภาพอาชีพก็อยู่ตรงนี้ ไม่ว่าจะต้องการถ่ายภาพอะไร แสงมากแสงน้อย ความเร็วสูงหรือความเร็วต่ำ ขาตั้งกล้องเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุด แม้ว่าจะต้องแบกขาตั้งกล้องน้ำหนักเป็นกิโล (กิโลกรัม คือน้ำหนัก) และหลายกิโล (กิโลเมตร คือระยะทางที่ขี้นเขาลงห้วย ในประเทศต่างประเทศก็ต้องแบกมันไปด้วยกันตลอด) แต่มันก็ให้ผลของภาพที่คุ้มค่าที่ต้องแบกมันไป คือ ความคมชัดของภาพตามที่เราต้องการ



ขาตั้งกล้องมี 2 ชนิดคือ
1. ขาตั้งกล้องสามขา (Tripod)



มีลักษณะเป็นสามขา สามารถพับ กางออก ยืดขึ้นให้สูงได้ ที่ส่วนหัวทำเป็นฐานรองรับกล้อง มีสกรูสำหรับยึดกล้องไว้ให้แน่น
สามารถปรับให้กล้องหมุนไปได้ทั้งทางซ้ายและขวา (pan) มีแขนทำหน้าที่หมุนปรับให้กล้องก้มลง (tilt down) และเงยขึ้น (tilt up) ได้ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ติดตั้งกล้องเพื่อให้กล้องยึดกับขาตั้งนิ่ง และมั่นคง จำเป็นสำหรับการถ่ายภาพในสภาพแสงน้อย ที่ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ช้าๆ เพื่อให้ Image sensor รับแสงนานๆ โดยที่กล้องไม่สั่นไหว เช่น การถ่ายภาพตามท้องถนนเวลากลางคืนที่ต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ B หรือตั้งความเร็วชัตเตอร์ที่ช้ากว่า 1/30 วินาทีลงมา หรือถ่ายภาพโดยทั่วไปที่ต้องการความชัดลึกมาก ๆ เช่น ภาพทิวทัศน์

2. ขาตั้งกล้องขาเดียว (monopod)



ช่างภาพสมัครเล่นจะไม่คุ้นเคยกับขาตั้งกล้องชนิดนี้ ขาตั้งกล้องชนิดนี้จะใช้กับกล้องที่ถ่ายภาพที่ใช้เลนส์ซูม หรือเลนส์เทเลโฟโต้ขนาดใหญ่ เพื่อเป็นการประคองกล้องไม่ให้เกิดสั่นไหวเวลากดชัตเตอร์
เรามักจะพบบ่อยในการถ่ายภาพกีฬา
ถ้าเราต้องการภาพที่มีความคมชัดมากๆ เงื่อนไขหนึ่งที่สามารถทำให้ได้ภาพที่คมชัดก็คือ ต้องใช้ขาตั้งกล้องประกอบในการถ่ายภาพครับ

งานดอกไม้ ฟลอร่า พาร์ค (Flora Park) @ วังน้ำเขียว



งานดอกไม้ ฟลอร่า พาร์ค (Flora Park) 1 พฤศจิกายน 2559 - 31 มีนาคม 2560
ณ แยกวัดโพธิ์เฉลิมพระเกียรติ(ทางหลวงหมายเลข 3052 วังน้ำเขียว – เขาแผงม้า กิโลเมตรที่ 9) ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

มหกรรมการแสดงดอกไม้คู่กับงานศิลปะ กว่า 70 ไร่ กุหลาบสายพันธ์อังกฤษกว่า 2000 ต้น ตลาดนัด “ฟาร์ม เมอร์ มาร์เก็ต” โครงการปลูกผักอินทรีย์ ไร่กาแฟ 2 สายพันธุ์ ของ “ศูนย์เรียนรู้ฟ้าประทาน” สวนจิตรกรรมธรรมชาติเทคนิค Vertical Garden เขาวงกตดอกไม้กว่า 200,000 กระถาง



อัคราค่าเข้าชมสวน



สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 092 294 1594 และ 089 812 8851
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : Florapark Wangnamkeaw

แผนที่ “ฟ้าประทาน ฟลอร่าพาร์ค”


Nikon D3400 ใหม่ พร้อม SnapBridge*1



ก้าวแรกสู่โลกแห่งการถ่ายภาพด้วยกล้อง DSLR กับ Nikon D3400 ใหม่ พร้อม SnapBridge*1 — คุณสมบัติล่าสุดที่เชื่อมต่อภาพถ่ายของคุณออกสู่โลกโซเชียลโดยอัตโนมัติ D3400 เก็บบันทึกทุกภาพความทรงจำด้วยรายละเอียดอันน่าทึ่งกับ ISO 100-25600 ความละเอียด 24.2 ล้านพิกเซล ระบบโฟกัสอัตโนมัติ 11 จุด พร้อมความสามารถในการถ่ายภาพวิดีโอระดับ Full HD 1080/60p ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์หรือโอกาสพิเศษใดๆ กล้อง D3400 ขนาดกะทัดรัดและมีน้ำหนักเบาก็พร้อมจะเก็บบันทึกช่วงเวลาอันทรงคุณค่าของคุณให้ตราตรึงใจไปตลอดกาล





แชร์ภาพถ่ายที่น่าประทับใจจากกล้อง D-SLR กับเพื่อนได้ง่ายๆ: ถ่ายโอนรูปภาพไปยังอุปกรณ์อัจฉริยะโดยอัตโนมัติจากกล้อง D3400

ลองคิดดูว่าการโพสต์ภาพออนไลน์จะง่ายดายแค่ไหน ถ้าภาพถูกบันทึกไปยังอุปกรณ์อัจฉริยะของคุณในทันทีที่ถ่ายได้ SnapBridge*1 สร้างการเชื่อมต่อตลอดเวลาระหว่าง D3400 กับอุปกรณ์อัจฉริยะที่รองรับโดยผ่าน Bluetooth®*2 จึงเท่ากับว่าจะถ่ายโอนรูปภาพให้เป็นภาพขนาด 2 ล้านพิกเซลที่เหมาะสมสำหรับอุปกรณ์อัจฉริยะโดยอัตโนมัติในทันทีที่คุณถ่ายภาพ ระบบสื่อสารดังกล่าวนี้ไม่ใช่เพียงการสื่อสารทางเดียว แต่ยังมอบความสะดวกอื่นๆ เช่น ซิงค์ข้อมูลสถานที่และเวลาของกล้องให้ตรงกับข้อมูลบนอุปกรณ์อัจฉริยะด้วย กระบวนการถ่ายโอนรูปภาพจะยังสามารถดำเนินไปได้โดยไม่สะดุดแม้ในขณะที่คุณเก็บกล้องไว้ในกระเป๋าใกล้ๆ อีกทั้งคุณยังถ่ายโอนรูปภาพต้นฉบับได้ด้วย โดยเลือกการอัพโหลดแบบปรับเองที่แอพของอุปกรณ์อัจฉริยะ

*1 SnapBridge สามารถใช้ได้กับ iPhone®, iPad® และ iPod touch® หรืออุปกรณ์อัจฉริยะที่รันระบบปฏิบัติการ Android™ ที่รองรับและได้ติดตั้งแอพ SnapBridge คุณสามารถดาวน์โหลดแอพได้ฟรีจาก Apple App Store® และ Google Play™
*2 ระบบสื่อสารผ่าน Bluetooth® จะพร้อมใช้งานเมื่อกล้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อัจฉริยะที่ติดตั้งแอพ SnapBridge ไม่มีระบบสื่อสารผ่าน Wi-Fi หมายเหตุ: วิดีโอไม่สามารถถ่ายโอนจาก D3400 ได้ การถ่ายภาพระยะไกลโดยใช้แอพ SnapBridge ยังไม่พร้อมใช้งาน คุณสามารถใช้รีโมตคอนโทรล ML-L3 ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมเพื่อจุดประสงค์นี้ได้


ดื่มด่ำในทุกห้วงขณะ

เข้าร่วมและเก็บเกี่ยวทุกภาพเหตุการณ์ กล้อง D3400 มี 11 จุดออโตโฟกัส (AF) จึงมั่นใจได้ว่าคนที่คุณรักจะอยู่ในโฟกัสเสมอแม้พวกเขาจะเคลื่อนไหวฉับพลันก็ตาม และด้วยความเร็วในการถ่ายภาพต่อเนื่องประมาณ 5 เฟรมต่อวินาที คุณจึงไม่ต้องกังวลว่าจะพลาดช่วงเวลาแห่งความทรงจำอันล้ำค่าเลย

หากคุณเพิ่งเริ่มหัดใช้กล้อง DSLR ในตัวกล้องมีโหมดเมนูลัดที่จะช่วยให้คุณเข้าใจการควบคุมกล้องเบื้องต้น และช่วยให้คุณได้ภาพถ่ายดีๆ ในสถานการณ์ต่างๆ กล้อง D3400 ยังมาพร้อมระบบ Picture Control ที่ช่วยให้คุณควบคุมการสร้างสรรค์ได้มากยิ่งขึ้น จึงสามารถปรับแต่งภาพถ่ายให้สวยสมใจได้ภายในกล้องโดยตรง ถ่ายทอดมุมมองอันสร้างสรรค์ของคุณด้วย 10 เอ็ฟเฟ็กต์พิเศษ เช่น ไนท์วิชั่น หรือเอ็ฟเฟ็กต์ภาพวัตถุขนาดจิ๋ว เพื่อให้ได้ภาพถ่ายที่เป็นเอกลักษณ์และสะดุดสายตา

ด้วยน้ำหนักเพียงประมาณ 395 กรัม ทำให้ D3400 สะดวกต่อการจับถือและใช้งาน อีกทั้งโครงสร้างไร้รอยต่อขนาดกะทัดรัด ตัวกล้องรูปทรงเหมาะมือและคุณภาพสูง จึงพร้อมจะเป็นคู่หูที่แข็งแรงทนทานไปกับการเดินทางถ่ายภาพด้วยกล้อง DSLR ของคุณ







เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังคุณภาพของภาพ: เซ็นเซอร์ภาพรูปแบบ DX ที่มีพิกเซลใช้งานจริง 24.2 ล้านพิกเซล, ระบบประมวลผลภาพ EXPEED 4, ระบบ PICTURE CONTROL และเลนส์ NIKKOR

ภาพถ่ายชั้นยอดที่คุณได้จากกล้อง D3400 เป็นผลลัพธ์จากการผสานหลากหลายเทคโนโลยีชั้นนำของ Nikon เข้าด้วยกัน กล้อง D3400 ให้ช่วงความไวแสงมาตรฐานที่กว้าง ตั้งแต่ ISO 100-25600 ระบบประมวลผลภาพ EXPEED 4 ช่วยลดน้อยส์บนภาพได้อย่างเปี่ยมประสิทธิภาพ คุณจึงได้ภาพถ่ายที่ชัดเจนแม้ในสถานที่ที่มืดทึม ด้วยขุมพลังจาก 24.2 ล้านพิกเซลใช้งานจริงและสุดยอดประสิทธิภาพด้านออพติคจากเลนส์ NIKKOR ของ Nikon ช่วยให้กล้องถ่ายทอดวัตถุของคุณลงบนภาพถ่ายได้อย่างงดงาม คมกริบ ปิดท้ายด้วย Picture Control ระบบการสร้างสรรค์ภาพของ Nikon ที่ช่วยให้ภาพถ่ายของคุณดูดียิ่งขึ้นอีก

ความลับของ “Drone Specialist” อาชีพในฝันยุคดิจิตอล รายได้วันละครึ่งแสน



ภาพถ่ายมุมสูงประชาชนรวมตัวกันนับล้านคนที่ อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยในปี 2557 ภาพถ่ายการชุมนุมของประชาชนที่ถนนอักษะ และภาพข่าวในมุมมองแบบ "Bird Eye's View" ที่ปรากฎต่อสังคมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ล้วนกำลังบ่งบอกถึงพัฒนาการของภาพข่าวที่แต่ละสื่อต้องแข่งขันกันอย่างหนักตั้งแต่นี้ต่อไป และยังรวมถึงภาพถ่ายงานสำคัญๆ อื่นๆ ที่กำลังหันมาใช้ภาพจากมุมที่แปลกตานี้กันเพิ่มมากขึ้น

"Drone Specialist" คืออาชีพที่เกิดขึ้นพร้อมๆกับการพัฒนาด้านไอทีของยุคดิจิตอล

กระแสความนิยมของอากาศยานไร้คนขับหรือที่เรียกกันว่า "โดรน" ความสวยงามจากมุมมอง Bird Eye's View นับได้ว่ามาแรงและหยุดไม่อยู่ แต่การจะบังคับโดรนเพื่อถ่ายภาพมุมสูงอย่างมืออาชีพนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย

Drone Specialist ให้สัมภาษณ์โดยได้ให้ข้อมูลถึงจุดเริ่มต้นก่อนที่เขาจะมาทำอาชีพนี้ว่า เมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้วได้เริ่มหัดเล่นเครื่องบินบังคับจากความชอบส่วนตัว หลังจากนั้นก็ฝึกฝนพัฒนาทักษะในการบังคับมาอย่างต่อเนื่องจนได้มาประกอบอาชีพ Drone Specialist ในขณะนี้

อาชีพนี้เป็นอาชีพที่ใครๆ ก็ทำได้ขอแค่มีใจรัก กล้าที่จะเสี่ยง เผชิญหน้ากับความกดดันในสถานการณ์ต่างๆของการบินได้เป็นอย่างดี




ข้อดีของอากาศยานไร้คนขับ(โดรน) คือการที่ทำให้เราได้ภาพมุมสูงมาโดยที่ประหยัดค่าใช้จ่าย หากมองย้อนไปถึงสมัยก่อนที่จะมีเทคโนโลยีนี้ภาพมุมสูงจะต้องมาจากการนั่งเฮลิคอปเตอร์หรือเครื่องบิน ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายสูงมากในแต่ละครั้งที่จะบินขึ้นไปถ่ายมุมสูง ยากต่อการเข้าถึงเป็นเพียงกิจกรรมของผู้มีทุนทรัพย์เท่านั้น

สำหรับการบังคับโดรนนั้นไม่ใช่เรื่องยากหากมีพื้นฐานในการบังคับเครื่องบินบังคับมาก่อน เพราะว่ามันค่อนข้างจะคล้ายกัน แต่ถึงแม้จะไม่พื้นฐานการบังคับเครื่องบินบังคับอยู่เลย ก็ไม่ใช่สิ่งที่ยากจนเกินไป นายวัชรากร มองว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและสมาธิมากกว่า

การทำอาชีพ Drone Specialist นี้แม้จะมีข้อดี แต่ก็ไม่ง่าย โดยเฉพาะเรื่องของการต้องแบกรับความกดดันที่เกิดขึ้นในสถานการณ์นั้นๆ โดยเฉพาะการรายงานข่าวแบบออกอากาศสด หรือ LIVE

อากาศยานไร้คนขับ(โดรน)ถือได้ว่าเป็นกระแสที่มาแรงอย่างฉุดไม่อยู่ จากการที่ประชาชนทั่วไปเริ่มหันมารับงานด้านการถ่ายภาพมุมสูงด้วยโดรนมากขึ้นด้วย ไม่ใช่แค่งานข่าว จากการที่ราคาของเครื่องโดรนนั้นต่ำลงกว่าแต่ก่อนมาก โดยเวลานี้สามารถหาซื้อเครื่องโดรนได้ตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักแสนบาท




อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีผู้ที่หันมาทำอาชีพนี้มากขึ้นจนล้นตลาด กลุ่มลูกค้าก็ยังคงเลือกที่จะจ้าง จากประสบการณ์การบังคับมากกว่าที่จะเลือกจากราคาค่าจ้างที่ถูกกว่า "ภาพมุมสูงเป็นสิ่งที่ไม่มีวันถึงทางตัน เพราะไม่ว่าอย่างไรคนก็ยังชอบดูภาพจากมุมสูง เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ได้เห็นกันง่ายๆ

สำหรับด้านค่าตอบแทนของการบังคับอากาศยานไร้คนขับ(โดรน) นั้นถือว่าสูงไม่น้อยหากเป็นมืออาชีพมีผลงานเป็นที่น่าเชื่อถือแล้ว อัตราค่าจ้างสำหรับการถ่ายภาพข่าวแล้วจะแบ่งตามขนาดของโดรนหรือนับตามจำนวนใบพัดของเครื่องได้ตามนี้

1.)โดรนขนาดเล็ก หรือ4ใบพัด จะมีค่าจ้างอยู่ที่ 10,000 - 15,000 บาทต่อวันหรือหากเป็นการรายงานข่าวแบบออกอากาศสดอัตราค่าจ้างจะสูงขึ้นเป็น 15,000 - 25,000 บาท


2.)โดรนขนาดกลาง หรือ6ใบพัด จะมีค่าจ้างอยู่ที่ 20,000 - 25,000 บาทต่อวันหรือหากเป็นการรายงานข่าวแบบออกอากาศสดอัตราค่าจ้างจะสูงขึ้นเป็น 25,000 - 30,000 บาท


3.)โดรนขนาดใหญ่ หรือ8ใบพัดขึ้นไป จะมีค่าจ้างอยู่ที่ 30,000 - 35,000 บาทต่อวันหรือหากเป็นการรายงานข่าวแบบออกอากาศสดอัตราค่าจ้างจะสูงขึ้นเป็น 35,000 - 50,000 บาท

ถึงแม้ว่ากรมการบินพลเรือน จะมีการออกกฏควบคุมการบินของอากาศยานไร้คนขับนี้ ตามพ.ร.บ.การเดินอากาศ พ.ศ.2497 ออกมา โดยเนื้อหาสำคัญได้แก่


1.สมรรถนะ จะกำหนด น้ำหนัก ขนาด รวมทั้งปริมาณเชื้อเพลิงที่บรรจุภายในโดรนต้องบินในระยะที่ไม่นานเกินกว่า 1 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้รบกวนจราจรทางอากาศ


2. ภารกิจ จะไม่อนุญาตให้บุคคลทั่วไปนำโดรนที่ติดตั้งกล้องถ่ายภาพขึ้นบิน เพราะอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิส่วนบุคคล จะอนุญาตให้โดรนติดตั้งกล้องไปใช้งานได้ เฉพาะธุรกิจที่มีความจำเป็นในการถ่ายภาพ เช่น ธุรกิจประเภทสื่อสารมวลชน หรือธุรกิจการถ่ายทำภาพยนตร์


3. ระดับความสูง กำหนดห้ามโดรนบินในระดับความสูงที่เกินกว่า 500 ฟุต และต่ำเกินกว่า 50 ฟุตจากระดับพื้นดิน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการบินพาณิชย์ และห้ามบินต่ำเกินไปจนส่งกระทบต่อบ้านเรือนและประชาชนทั่วไป





รวมทั้งจะกำหนดให้โดรนที่บินจะต้องยื่นขออนุญาตกระทรวงคมนาคม ก่อนขึ้นบินทุกครั้ง หากพบว่าไม่ขออนุญาตจะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย โทษจำคุก 1 ปี ปรับ 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การเป็น Drone Specialist จึงยากขึ้นไปอีก แต่กระนั้นก็เป็นเรื่องที่ดี และอยากให้มีการควบคุมที่เข้มงวดกว่านี้อีก เพราะว่าจะทำให้คนที่อยู่ในอาชีพนี้มีการใช้งานโดรนอย่างถูกต้อง มีกฎกติกาที่ชัดเจน

สังคมของการบังคับอากาศยานไร้คนขับ นายวัชรากรมองว่า เป็นสังคมของการแลกเปลี่ยนความรู้มากกว่าสังคมของการแข่งขันกัน และเชื่อว่าถึงแม้ตนจะมีชั่วโมงบิน ประสบการณ์สูง แต่ก็ยังมีคนที่บังคับโดรนได้ดีกว่าตนเอง เพียงแต่ไม่เปิดตัวออกมาสู่สังคมหรือรับงานเป็นอาชีพแต่บินเพียงเพราะใจรักและสนุกไปกับมันเท่านั้น

สำหรับมือใหม่ แนะนำให้ศึกษาข้อมูลของตัวเครื่องโดรนให้ดี เลือกซื้อร้านที่มีการอบรม,สอนการใช้งานการควบคุมเบื้องต้น ต้องหมั่นเช็คสภาพของตัวเครื่องเป็นประจำทั้งก่อนบินและหลังบิน หมั่นฝึกฝนบ่อยๆ อาจจะเริ่มหัดบังคับจากเครื่องราคาหลักพันบาทก่อนเพื่อให้คุ้นเคยกับการบังคับ"แค่มีใจรัก หมั่นฝึกฝน ศึกษาหาข้อมูล" ทำให้เราได้มุมมองใหม่ๆกับโลกใบนี้ และยังพัฒนาจนประกอบอาชีพนี้ได้ด้วย "Drone Specialist" จึงไม่ใช่แค่ฝันใช่ไหมครับ