Recent Post

Gallery

ไปดูซากุระเมืองไทยที่ภูลมโลกันเถอะ





ภูลมโล ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า บนรอยต่อของสามจังหวัด คือ จังหวัดเลย จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดพิษณุโลก โดยจุดสูงสุดอยู่บริเวณ "ยอดภูลมโล" มีความสูง 1,680 เมตร จากระดับน้ำทะเล ทำให้อากาศหนาวเย็นตลอดปี แต่ไฮไลท์ที่ทำให้ใคร ๆ ก็อยากไปสัมผัสกับที่นี่สักครั้ง ก็คือ การไปชมดอกนางพญาเสือโคร่งที่เยอะมากที่สุดในเมืองไทย บนพื้นที่กว่า 1,200 ไร่ ซึ่งในช่วงเดือนมกราคมนี้ดอกนางพญาเสือโคร่งจะเปล่งประกายสีชมพูไปทั่วทุกพื้นที่ ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศสุดโรแมนติกบนภูลมโลได้ไม่น้อยเลย

ส่วนใครที่มีแพลนจะไปก็ต้องวางแผนกันให้ดีนะคะ แม้ทางอุทยานฯ จะประกาศอนุญาตให้นักท่องเที่ยวสามารถนำรถส่วนตัวขึ้นไปได้ก็ตาม แต่เส้นทางการพิชิตภูลมโลนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด หากไม่ชำนาญเส้นทาง แนะนำให้ใช้บริการเหมารถของเจ้าหน้าที่เพื่อความปลอดภัยดีกว่าค่ะ นอกจากนี้หากดอกนางพญาเสือโคร่งบานสะพรั่งเต็มที่แล้วก็จะร่วงโรยภายใน 1-2 สัปดาห์ ใครอยากไปชมความสวยงามของดอกนางพญาเสือโคร่ง ณ ภูลมโล ก็ต้องรีบวางแผนกันหน่อยนะ ประเดี๋ยวดอกจะร่วงโรยหมดจนต้องรอชมกันอีกทีปีหน้าโน่นเลย

งานสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุครั้งที่ 20 ถวายเป็นราชกุศลพระบาทสมเด็พระปรมินทรมหาภูมิลพอดุลยเดชรัชกาลที่ ๙ และงานทักษิณานุปาทานถวายแด่หลวงพ่อทูล จังหวัดอุดรธานี


วัดป่าบ้านค้อ ตั้งอยู่บ้านค้อ ตำบลเขือน้ำ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ได้ก่อตั้งขึ้นโดยการนำของ “พระอาจารย์ทูล ขิบปปญโญ” (ปัจจุบันมรณภาพแล้วเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2551 ) มื่อวันที่ 1 มกราคม 2528 มีเนื้อที่ 410 ไร่ ปัจจุบันมีเสนาสนะและสาธารณูปโภคเท่าที่จำเป็นต่อการอยู่อาศัยปฏิบัติธรรมสำหรับพระและฆราวาส มีเสนาสนะป่าเหมาะแก่การปลีกวิเวกของผู้ใคร่ปฏิบัติธรรม ในส่วนของการเผยแพร่พระพุทธศาสนาและการบริการชุมชน จังหวัดอุดรธานี กำหนดให้วัดป่าบ้านค้อเป็นศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติประจำจังหวัดอุดรธานี และได้เคยจัดให้มีการบรรพชาอุปสมบทอบรมกลุ่มปฏิบัติธรรมแก่ นักเรียนและประชาชนทั่วไป อีกทั้งยังมีฆราวาสทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เข้าพักรับอุบายธรรมภาคปฏิบัติอยู่อย่างสม่ำเสมอ การเดินทางไปยังวัดป่าบ้านค้อ สามารถใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2 (อุดรธานี – หนองคาย) ถึงหลักกิโลเมตรที่ 13 เลี้ยวซ้ายไปตามถนนหมายเลข 2021 (สายอุดร – บ้านผือ) อีก 20 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาเข้าวัดป่าบ้านค้ออีก 3 กิโลเมตร รวมระยะทางจากอุดรธานี ประมาณ 36 กิโลเมตร


พระอาจารย์ทูล ขิบปปญโญ


พระครูปิยสีลาจารย์ (ไชยา อภิชโย) 
( เจ้าอาวาส วัดป่าบ้านค้อปัจจุบัน )


พระอาจารย์บำเพ็ญ รตินธโร (อ.แดง)
(รองเจ้าอาวาส)





พระมหาธาตุเจดีย์เฉลิมพระบารมีพระนวมินทร์

ต้นพระศรีมหาโพธิที่อัญเชิญมาจากศรีลังกาประดิษฐานเป็นสัญลักษณ์แห่งการตรัสรู้
ของพระพุทธเจ้าและความเจริญรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนา อยู่เคียงคู่กับพระมหาธาตุเจดีย์ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ดอกบัวทองคำยอดพระมหาธาตุเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ๓๓ องค์ หล่อ
ขึ้นจากทองเหลืองผสมทองแดงหุ้มด้วยแผ่นทองคำบริสุทธิ น้ำหนัก ๒๓ กิโลกรัมองค์ระฆังศิลปะลังกา ประดิษฐานพระเจดีย์ทองคำบรรจุพระบรมสารีริกธาตุตลอดทั้ง
ปูชนียวัตถุและเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ บูชาพระบรมธาตุอื่นๆชั้นล่างเป็น วิหารจตุรมุขทรงไทยประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ
มีประตูกระจกแกะสลัก ๒๒ ช่อง ผนังโดมมีภาพจิตรกรรม "พระมหาชนก
ภาพจิตรกรรมพระมหาชนกบนโดมพระเจดีย์ สะท้อนการสร้างเสริมวิริยบารมีของพระโพธิสัตว์
บานประตูกระจกแกะสลัก รวม ๔๔ บาน เป็นเรื่องราวเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เป็นแหล่งศึกษา ขยายสติปัญญาแก่พุทธศาสนิกชน




ในช่วงต้นปี พ.ศ.๒๕๔๐ คณะสงฆ์ในเขตพื้นที่อำเภอบ้านผือ น้ำโสม นายูง และใกล้เคียง ได้ประชุมพิจารณาเสนอให้พระอาจารย์ทูล ขิปฺปปญฺโญ ออกแบบและดำเนินการก่อสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ได้อัญเชิญมาจากศรีลงกา โดยจังหวัดอุดรธานี กำหนดให้เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อว่า"พระมหาธาตุเจดีย์เฉลิมพระบารมีพระนวมินท์" ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางวิหารจตุรมุข ๒๔ เมตร สูง ๗๒ เมตร ใช้เวลาก่อสร้าง ๑๕ เดือน งบประมาณ ๗๓ ล้านบาท




งานบุญประจำปี
งานสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ และงานทักษิณานุปาทานถวายแด่หลวงพ่อทูล



ในช่วงเทศกาลมาฆบูชาของทุกปี มีการจัดงานปฏิบัติธรรมสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุเป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืน ของทุกปี มีพุทธศาสนิกชนหลายหมื่นคน มาร่วมบำเพ็ญบุญ สร้างกุศลบารมีในกิจกรรมหลายรูปแบบ เช่น บวชชีพราหมณ์ ถือศีลปฏิบัติภาวนา ฟังธรรมเทศนา ตั้งโรงทาน ร่วมงานอนุรักษ์วัฒนธรรมอีสาน สรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ เวียนเทียนในวันมาฆบูชา พิธีสดุดีเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จุดพลุและโคมประทีปตระการ
ซึ่งในปีนี้จัดงานสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ ครั้งที่ 20 ระหว่างวันที่ 5-11 กุมภาพันธ์ 2560 มาร่วมงานกันเยอะๆนะ สาธุ...


อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม




ตั้งอยู่ที่:เทือกเขาพังเหย ป่าสงวนแห่งชาติ ป่านายางกลัก ครอบคลุมพื้นที่ตำบลโป่งนก ตำบลนายางกลัก ตำบลบ้านไร่ ตำบลวะตะแบก อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ
อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม มีภูมิประเทศเป็นเนินเขาสลับซับซ้อน ระดับความสูงประมาณ 300-846 เมตร จากระดับน้ำทะเล ปกคลุมด้วยป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณ มีความหลากหลายของระบบนิเวศ และมีไม้ดอกจำพวกดุสิตา เอนอ้าและกล้วยไม้ ขึ้นอยู่จำนวนมาก และมีสัตว์ป่านานาพันธุ์ มีนกกว่า 56 ชนิด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 21 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 10 ชนิด จุดท่องเที่ยวในเขตอุทยานฯได้แก่
ลานหินงาม เป็นบริเวณที่มีโขดหินใหญ่รูปร่างแปลก ๆ กระจายอยู่เต็มไปหมดในเนื้อที่กว่า 10ไร่ เกิดจากการกัดเซาะของเนื้อดินและหินเป็นรูปลักษณ์แตกต่างกัน สามารถจินตนาการเป็นรูปต่าง ๆ เช่น ตะปู เรด้าร์ แม่ไก่ เป็นต้น





ทุ่งดอกกระเจียว หรือทุ่งบัวสวรรค์ กระเจียวเป็นพืชล้มลุกจำพวกขิง-ข่า พบขึ้นกระจายอยู่ทั่วไปตั้งแต่ลานหินงามไปจนถึงจุดชมวิวสุดแผ่นดิน เหมาะมาเที่ยวชมในช่วงฤดูฝนประมาณเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ของทุกปี



สุดแผ่นดิน เป็นหน้าผาสูงชันและเป็นจุดสูงสุดของเทือกเขาพังเหย ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 2 กิโลเมตร มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 846 เมตร เป็นแนวหน้าผาซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างภาคกลางและภาคอีสาน ที่จุดชมวิวสุดแผ่นดินจะมองเห็นทิวทัศน์สันเขาสลับซับซ้อนและมีสายลมพัดเย็นสบายตลอดวัน

น้ำตกเทพพนา อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของที่ทำการอุทยานฯ ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดกลาง เกิดจากลำห้วยกระโจนที่ไหลจากเทือกเขาพังเหย แบ่งเป็นสามชั้นลดหลั่นกัน ชั้นบนสุดมีความสูงประมาณ 2-3 เมตร ชั้น 2 สูงประมาณ 2-3 เมตร และชั้นสุดท้ายมีความสูงประมาณ 6 เมตร จะมีน้ำเฉพาะในช่วงฤดูฝน


น้ำตกเทพประทาน ตั้งอยู่ตำบลบ้านไร่ อยู่ก่อนถึงที่ทำการอุทยานฯ ประมาณ 7 กิโลเมตร เป็นน้ำตกขนาดกลาง ลักษณะค่อนข้างแบน มีหินขนาดใหญ่เป็นลานกว้างลดหลั่นกันลงไปเป็นชั้นเตี้ย ๆ และมีดอนที่สูงชันอยู่แห่งหนึ่ง มีน้ำมากในช่วงฤดูฝน

พระพุทธบาทเขายายหอม ตั้งอยู่บริเวณลานหินบนยอดภูเขาหอม เทือกเขาพังเหย ดงพญาเย็น ในบริเวณวัดพระพุทธบาทเขายายหอม ตำบลนายางกลัก มีลักษณะเป็นรอยพระพุทธบาทข้างซ้ายสีแดง ประทับลึกลงไปในลานหิน ขนาดความกว้าง 75 เซนติเมตร ยาว 180 เซนติเมตร และลึก 45 เซนติเมตร ล้อมรอบด้วยบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ 3 บ่อ พระพุทธบาทเขายายหอมห่างจากที่ว่าการอำเภอไปทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 65 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากตัวเมืองชัยภูมิไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 63 กิโลเมตร แต่ถ้าหากจะเริ่มต้นจากที่ว่าการอำเภอซับใหญ่ไปทางทิศเหนือก็จะห่างเพียง 8 กิโลเมตรเท่านั้น 
 
อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม มีบ้านพักและสถานที่กางเต็นท์สำหรับนักท่องเที่ยว สอบถามรายละเอียดได้ที่อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม ตู้ ปณ.2 ปทจ.เทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ 36230 โทร. 0 4489 0105 หรือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760


ค่าเข้าชม คนไทยผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท /ชาวต่างชาติผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท

SkyWalk วัดผาตากเสื้อ แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของจังหวัดหนองคาย




วัดผาตากเสื้อ 
“สกายวอล์ค” (SkyWalk) ทางเดินพื้นกระจกใส เรียกได้ว่าเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของจังหวัดหนองคายและเป็นแห่งแรกของประเทศไทยด้วย กติกาขึ้นชมได้ครั้งละ 20 คน คนเมา ป่วยลมชัก ห้ามขึ้น ฝนตกลมแรงงดขึ้นชม สุภาพสตรีควรนุ่งกางเกงมา เปิดให้เที่ยวชมตั้งแต่เวลา 09.30-16.30 น. ทุกวัน
เปิดอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2559 นายสุชาติ นพวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เป็นประธานเปิดสกายวอล์ค วัดผาตากเสื้อ ต.ผาตั้ง อ.สังคม จ.หนองคาย ตามโครงการพัฒนาพื้นที่ผาตากเสื้อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเป้าหมาย (Dream Destination) เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยว ระหว่างหนองคาย-เลย-บึงกาฬ





“สกายวอล์ค” (SkyWalk) แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของประเทศไทย และจังหวัดหนองคาย จุดชมวิวที่จะทำให้เราเห็นทัศนียภาพแบบพาโนรามาของเมืองหนองคาย เห็นแม่น้ำโขงยาวเป็นสาย เห็นเมืองสังข์ทอง และแขวงกำแพงนครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว

สกายวอล์ค ตั้งอยู่ที่วัดผาตากเสื้อ ต.ผาตั้ง อ.สังคม อยู่บนเทือกเขา สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 500 เมตร ซึ่งวัดแห่งนี้ถือว่าเป็นจุดชมวิวของที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของ จ.หนองคายเลยก็ว่าได้ และที่ได้สร้าง สกายวอล์ค ขึ้นมานั้นก็เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวกันมากขึ้น และกระตุ้นเศรษฐกิจภายในจังหวัดหนองคายด้วย 

ส่วนการก่อสร้าง สกายวอล์ค (SkyWalk) นั้นจะเป็นรูปแบบเกือกม้า พื้นปูด้วยกระจกใสแทมเพอร์ลามิเนต ที่มีความมั่นคงแข็งแรง ทนทาน หนา 4 เซนติเมตร ยึดเหล็กติดกับฐานชั้นหินด้านล่างหน้าผา ระยะทางเดินทั้งหมด 16 เมตร เป็นส่วนทางเดินพื้นกระจกใส 15 เมตร ทางเดินถูกสร้างให้ยื่นออกไปบริเวณหน้าผา 6 เมตร เหล็กกันสนิม สามารถรับน้ำหนักนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปยืนได้ประมาณ 20 คน หรือประมาณ 2,500 กิโลกรัม

ส่วนด้านข้างใช้กระจกใสกั้นเป็นขอบเช่นเดียวกัน งานนี้ถูกออกแบบและดำเนินการก่อสร้างโดยสำนักงานโยธาธิการ และผังเมือง จังหวัดหนองคาย ดำเนินการก่อสร้างไปแล้วกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าแล้วเสร็จปลายเดือนมีนาคม 2559 นี้

วนอุทยานภูหินจอมธาตุ จังหวัดอุดรธานี


วนอุทยานภูหินจอมธาตุ จังหวัดอุดรธานี
วนอุทยานภูหินจอมธาตุ จัดตั้งขึ้นตามคำสั่ง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2549 โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายสุวิทย์ คุณกิตติ) โดยกำหนดให้ป่าอนุรักษ์ (โซนซี) ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ากุดจับ ท้องที่ตำบลกุดจับ ตำบลขอนยูง ตำบลตาลเลียน อำเภอกุดจับและตำบลน้ำไร่ ให้เป็นวนอุทยานภูหินจอมธาตุ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์ สงวน คุ้มครองทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า การศึกษาวิจัยทางวิชาการ การพักผ่อนหย่อใจของประชาชนทั่วไปและเพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมตลอดจนความหลากหลายทางชีวภาพ สำหรับอยู่อาศัยของสัตว์ป่า แหล่งอาหารแหล่งนันทนาการและการท่องเที่ยวทางธรรมชาติของประชาชน



ลักษณะทั่วไป 
เป็นลักษณะภูมิประเทศภูเขาหินทราย สภาพป่ามีความอุดมสมบูรณ์ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 200-550 เมตร เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของลุ่มน้ำห้วยหลวงมีลำห้วยไหลผ่าน คือ ห้วยยาง และห้วยเชียง ไหลลงสู่เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี



ลักษณะเด่นของพื้นที่และแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ประกอบด้วย สวนหินรอยพระบาท อยู่ห่างจากที่ทำการวนอุทยานภูหินจอมธาตุ ประมาณ 800 เมตร มีลักษณะเป็นภูเขาหินทราย เป็นที่ราบบนสันเขาภูพานน้อย มีทัศนียภาพโดยรอบที่สวยงาม มีพื้นที่สวนหิน ค้นพบประวัติความเป็นมาของแหล่งท่องเที่ยว เช่น รอยพระพุทธบาท ถ้ำพรหมวิหาร ต้นประชุมสงฆ์ ถ้ำตาปาแดง แอ่งแม่ฮังเหย บ่อน้ำซำกกเม็ก และลาดแข้ เป็นต้น




ศาลปู่ เป็นจุดที่สูงที่สุดในเขตวนอุทยาน สามารถชมทิวทัศน์ได้หลากหลายรอบทิศทาง ค้นพบโดยสื่อท้องถิ่น คือ Home Cable TV รายการ &ldquo สัมปะปิ&rdquo จึงเรียกชุดชมวิวบนศาลปู่ว่า &ldquo จุดชมวิวสัมปะปิ&rdquo ซึ่งสามารถมองเห็นภูเขาหลังศาลากลางจังหวัดหนองบัวลำภู เขื่อนห้วยหลวง ทิวทัศน์หมู่บ้านรอบแนวเขตวนอุทยานได้อย่างชัดเจน



      หินจอมธาตุ มีลักษณะเป็นภูเขาที่เกิดจากการเปลี่ยนแลงทางธรณีวิทยา ลักษะคล้ายจอมธาตุที่ชาวบ้านให้ความเคารถศรัทธา และบริเวณแห่งนี้ ยังสามารถชมทัศนียภาพของเขื่อนห้วยหลวง ตัวจังหวัดอุดรธานี และภูฝอยลมได้อย่างชัดเจน






    

ถ้ำลม เป็นจุดที่สามารถชมวิวทัศน์ของป่าไม้ ขุนเขาได้สวยงามที่สุด มีลักษณะเป็นช่องเขาจึงมีลมพัดเย็นสบาย ตลอดเวลา

สิ่งอำนวยความสะดวก มีระบบไฟฟ้า ระบบประปา ห้องสุขา มีลานแคมป์ไฟ มีที่จอดรถเพียงพอ ขณะนี้ยังไม่มีบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยว หากมีการพักค้างแรมเป็นกลุ่มใหญ่ ขอให้นำเต้นท์และเครื่องนอนไปเอง ซึ่งทางวนอุทยานมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและอำนวยความสะดวกตลอด 24 ชั่วโมง


ส้นทางเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยว 
นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางจากจังหวัดอุดรธานี ผ่าน อำเภอกุดจับ โดยทางหลวงหมายเลข 2263 และ 2314 ถึงที่ทำการวนอุทยานภูหินจอมธาตุ ประมาณ 38 กม.




ขอขอบคุณข้อมูลจากหอการค้าไทย

ทะเลบัวแดง บึงหนองหานกุมภวาปี อันซีนแห่งสีสันธรรมชาติสร้าง



ทะเลบัวแดง บึงหนองหานกุมภวาปี ชมทุ่งดอกไม้ตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ความอุดมสมบูรณ์ที่ควรค่าแก่การศึกษา

เราๆ ท่านๆ คงเคยได้ยินชื่อของ “หนองหาน” กันมานานนม แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่สับสนหรือยังไม่รู้ว่าในภาคอีสานของเรานี้ ก็มีทั้ง “หนองหาน” สถานที่สำคัญประจำ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี และ “หนองหาร” หนองน้ำใหญ่ที่มีตำนานผาแดงนางไอ่ และความเชื่อเรื่องพญานาค ใน จ.สกลนคร ที่ยังคงเล่าขานต่อเนื่องกันมา จนถึงทุกวันนี้




หนองหาน ที่เราจะพาไปเที่ยวคราวนี้ คือ ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ใน อ.กุมภวาปี กับบางส่วนในพื้นที่ อ.ประจักษ์ศิลปาคมของ จ.อุดรธานี ความอุดมสมบูรณ์ของบึงหนองหานถือเป็นต้นแบบที่น่าสนใจต่อการศึกษาระบบ นิเวศน์วิทยา เพราะที่นี่ชัดเจนความสัมพันธ์ระหว่างพืชพรรณและสัตว์ กลับคืนมาเป็นผลิตผลให้ชาวบ้านได้เก็บเกี่ยวเลี้ยงชีพและหล่อเลี้ยงชุมชนจน เป็นภาพวิถีชีวิตของชาวหนองหานมานานปี กาลเวลาผ่านไปวิถีชาวบ้านกลายเป็นความงดงามตามธรรมชาติในยุคที่ผู้คนโหยหา สิ่งที่เลือนหาย ในขณะที่ความอุดมสมบูรณ์ของบึงหนองหานยังคงอยู่ วงจรชีวิตของ บัวแดง หรือ “บัวสาย” ที่บึงหนองหานจึงเป็นประจักษ์พยานถึงความอุดมสมบูรณ์ที่ควรค่าแก่การศึกษา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมบัวแดงที่บึงหนองหานจึงงอกงามทั่วท้องน้ำไปไกล สุดลูกหูลูกตานับเป็นหมื่นๆ ไร่ (นี่ยังไม่ถึงครึ่งของบึงเลยด้วยซ้ำ) เพื่อที่การชม ทุ่งทะเลบัวแดง แหล่งชมทุ่งดอกไม้ตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จะได้เต็มอิ่มและเพลิดเพลินกว่าการนั่งเรือชมความงามอย่างเดียว



เรามาสัมผัส ทะเลบัวแดง หนองหานภุมภวาปี ตามคำบอกเล่าของคนที่มาก่อนเรา และหอบความประทับใจกลับไปบอกต่อ และด้วยความที่ได้รับการโปรโมทจากททท.ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันซีนแหล่ง ใหม่เริ่มจะคุ้นเคยในหมู่นักท่องเที่ยว ด้วยความงามอันเป็นเอกลักษณ์ของดอกบัวที่ธรรมชาติรังสรรค์ เมื่อสีแดงอมชมพูของดอกบัวเบ่งบานขึ้นพร้อมๆ กัน ก็จะกลายเป็นภาพความงามอันวิจิตรสุดลูกลูกตาราวกับเนรมิตบนผืนผ้าใบ ขณะที่บรรยากาศโดยรอบบึงหนองหาน ก็สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำตาม ธรรมชาติด้วยพันธุ์ปลาน้ำจืด สายพันธุ์นกท้องถิ่น และพืชน้ำอีกจำนวนมากอันเป็นหัวใจของระบบนิเวศน์ที่หล่อเลี้ยง ทะเลบัวแดง และวิถีชุมชนให้ยั่งยืนจนถึงทุกวันนี้



หากเราเป็นคนต่างถิ่นที่หลงเข้าไปใน อำเภอกุมภวาปี ช่วงราวๆ กลางเดือน – ปลายเดือนธันวาคม ของทุกปี เราอาจพบเห็นชาวบ้านกลุ่มใหญ่ของ ต.บ้านเดียม มาออกันอยู่เนืองแน่นบึงหนองหาน ก็เพราะในช่วงนี้ของทุกปีจะเป็นช่วงใกล้เวลาที่บึงหนองหานจะเปิดบ้านต้อนรับ นักท่องเที่ยวที่หลั่งใหลกันมาล่องเรือชม “ทะเลบัวแดง” ชาวบ้านเขาจึงเตรียมความพร้อมบึงหนองหานด้วยการร่วมแรงร่วมใจระดมเก็บ สาหร่ายกลางพื้นที่นับหมื่นไร่ เพื่อให้ดอกบัวแดงโผล่พ้นน้ำเบ่งบานงดงามอวดนักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ใน ช่วงปีใหม่ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์นั่นเอง
ในช่วงเดือนตุลาคม ถึง เดือนมีนาคม ของทุกปี ดอกบัวแดงในหนองหาน ซึ่งมีจำนวนมากจะงอกงามโผล่จากน้ำขึ้นมา โดยในเดือนตุลาคมบัวจะเริ่มแตกใบและเริ่มออกดอกตูมและบานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บัวจะออกดอกมีปริมาณมากที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ และค่อยๆ ลดปริมาณลงในเดือนมีนาคม และเข้าสู่ช่วง “บัวเน่า” หรือช่วงที่บัวเก่าล้มตายกลายเป็นอาหารของบัวชุดใหม่ ช่วงนี้เองจะมี “บัวหลวง” เข้ามาผลัดเปลี่ยนให้ความงามที่ต่างออกไป แต่ชาวบ้านจะชอบใจเพราะเป็นฤดูเก็บเกี่ยวผลลิตจากบัวไปขายสร้างรายได้กลับ สู่ครอบครัว ก่อนที่บัวแดงชุดใหม่จะรอวันเติบโตแผ่ใบโผล่พ้นน้ำพร้อมกับดอกตูมให้เราตั้ง ตารอตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม ช่วงเวลานั้นเองที่ถือว่าสัญญาณแห่งทะเลบัวแดงฤดูกาลใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว




การเดินทางไปชม ทะเลบัวแดงเพื่อความเพลิดเพลินเจริญใจอย่างคุ้มค่าควรมีการวางแผนตั้งแต่การเดินทางและเวลาที่เหมาะสมในการชม ด้วยธรรมชาติของดอกบัวสาย หรือบัวแดง นั้นจะบานในช่วงเช้าตรู่จนถึงเวลาประมาณ 11.00 น. ช่วงเวลาดังกล่าวจะเป็นช่วงเวลาที่ดอกบัวบานสวยที่สุด หากเป็นคนท้องถิ่นอุดรนั้นจะรู้ดีว่าถ้าใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองประมาณ 45 นาทีก็จะถึงบ้านเดียม แต่คนต่างถิ่นที่กลัวว่าการเดินทางจะเป็นอุปสรรค ที่ต.บ้านเดียมเขาก็เตรียมโฮมสเตย์ไว้รอต้อนรับด้วยบรรยากาศและการดูแลแบบ ชาวบ้านแท้ๆ




และเมื่อถึงช่วงเดือนมกราคม ของทุกปี ที่ดอกบัวบานชูช่อแตกกอเต็มบึง ทางจังหวัดอุดรธานี เขาจะจัดเทศกาล ทะเลบัวแดงบาน หนองหานกุมภวาปีขึ้นเป็นประจำ และในปีนี้ก็เช่นกัน โดยงานจะมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 11-13 มกราคม ด้วยกิจกรรมสนุกๆ มากมาย อาทิ การประกวดวาดภาพและภาพถ่ายทะเลบัวแดง, การประกวดวงดนตรีโปงลาง พร้อมร่วมกันสักการะพระมหาธาตุเทพจินดาหรือพระธาตุบ้านเดียม สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองของชาวบ้านเดียมเพื่อความเป็นสิริมงคล และแถมท้ายให้เป็นพิเศษสำหรับคู่รักที่เตรียมจะเข้าพิธีวิวาห์ ที่ทะเลบัวแดงเขาเตรียมจะเนรมิตบึงตระการตาให้กลายเป็นสถานที่จัดงานสมรส หมู่ที่โรมแนติกไปด้วยสีแดงอมชมพูของดอกบัวที่รับรองความหวานไม่แพ้ที่ไหนๆ ในช่วงวันวาเลนไทน์ในเดือนกุมภาพันธ์นี้อีกด้วย



ทะเลบัวแดง หนองหานกุมภวาปี ห่างจากจังหวัดอุดรธานี ประมาณ 45 ก.ม. การเดินทางสามารถเดินทางจาก อ.เมืองอุดรธานี โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 2 (อุดรธานี-กุมภวาปี) ถึงกิโลเมตรที่ 26 เลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางห้วยสามพาด-อำเภอประจักษ์ศิลปาคม ประมาณ 18 กิโลเมตร นอกจากทะเลบัวแดงแล้วที่ อำเภอกุมภวาปี และสำหรับรถประจำทาง ก็สามารถนั่งรถทัวร์กรุงเทพ-อุดรธานี แล้วไปลงที่อำเภอกุมภวาปี หลังจากนั้นก็เหมารถสองแถวในอำเภอมาเที่ยวเทศกาลดอกบัวแดง ใครที่ต้องการค้างคืนก็สามารถติดต่อบ้านพักโฮมสเตย์จากชาวบ้านได้ตลอดเวลา เช่นกัน